RSS

การเรียกร้องและกดดัน .. สมควรหรือเปล่า?

08 Apr

เห็นคนพูดถึงว่ามีข่าวว่า “ถ้าไม่บัญญัติให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญใหม่นี้ จะยอมพลีชีพเป็นธรรมกุศล

บางทีเราก็ก็ไม่เข้าใจนะ ว่าทำไมถึงต้องทำให้เป็นประเด็นขึ้นมา
แค่นี้ยังร้อนกันไม่พอหรือเปล่า
ตามความเข้าใจของเราทุกศาสนา สอนให้คนเป็นคนดี
แต่บางทีก็ไม่เข้าใจว่า หากความเชื่อต่างกันในรายละเอียด
จะอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขไม่ได้เลยหรืออย่างไร?
ต้องให้ศาสนาตัวเองชนะ(ในเคสทุกศาสนาแหละ)เพื่ออะไร?

ถ้าเชื่อไม่เหมือนกันแล้วหมายความว่าไม่ดีเหรอ?
พูดไปจะยิ่งยาว ..😦

เอาเป็นว่า เราเลยไปค้นข่าวดู


ก็เจอพาดหัวข่าวประมาณ พระสงฆ์ขู่เคลื่อนไหวหากไม่บรรจุพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ
ซึ่งเนื้อข่าวก็มีดังนี้

เมื่อเวลา 15.30 น ที่วัดราชาธิวาสวรวิหาร ศูนย์พิทักษ์พุทธศาสนาแห่งประเทศไทย รวมกับ เครือข่ายองค์กรชาวพุทธแห่งประเทศไทยรวมตัวกันประมาณ 600 แถลงจุดยืนคว่ำร่างรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 หากไม่มีการบัญญัติไว้ว่า ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติ โดยชาวพุทธทั้งในประเทศและต่างประเทศ จะไม่รับการลงประชามติในการรับร่างดังกล่าว

เจ้าคุณเทพวิสุทธิกวี เลขาธิการศูนย์ฯ กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีมา 17 ฉบับ ยังไม่มีความสมบูรณ์ เพราะทั้ง3สถาบันไม่ได้อยู่ในรัฐธรรมนูญอย่างพร้อมเพียงกัน โดยผู้ร่างรัฐธรรมนูญนำเอาพระพุทธศาสนาออกไป ซึ่งพระพุทธศาสนา เป็นสถาบันอันทรงค่าของประเทศ และประเทศไทยก็เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนระดับโลก จุดยืน ของชาวพุทธทั่วโลก ต้องการให้ผู้เรียกร้องร่วมกันเรียกร้องไปยังผู้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญให้บัญญัติว่า “ พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ” ที่ผ่านมาเราได้เห็นผู้ร่างฯขาดจิตสำนึก ออกมาตอบโต้ วิพากษ์วิจารณ์ข้อเรียกร้องชาวพุทธตลอด หากยังไร้จิตสำนึกในการเป็นพุทธศาสนานิกชน ก็ขอให้ลาออกไปจากการเป็นสมาชิกสสร. โดยชาวพุทธจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแน่นอน ถ้าหากไม่บัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ และจะทำการคว่ำบาตรร่างรัฐธรรมนูญบับนี้

ด้านเจ้าคุณ พระธรรมกิตติเมธี โฆษกมหาเถระสมาคม กล่าวว่า การออกมาเรียกร้องในครั้งนี้ไม่จำเป็นต้องออกเป็นมติมหาเถระสมาคม แต่ใช้เพียงจิตสำนึกของพุทธศาสนานิกชน สรร.ก็ไม่ควรที่จะขาดสติในการนำศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ และต้องบัญญัติไว้ในกฏหมายรัฐธรรมนูญ หากยังไม่มีการ ท่าที และดำเนินการที่จะนำ ไปบรรจุในร่างรัฐธรรมนูญ จะมีการมีการรวมตัวกันเป็นแสนล้านจากวัดทั่วประเทศ โดยวัดจำนวน 3 หมื่นวัด พระ สงค์ ทั้วประเทศ 4.7 แสนรูป รวมทั้งศาสนิกชนทั่งประเทศจะรวมตัวกัน ไปนั่งสวดมนตร์หน้าอาคารรัฐสภา เพื่อที่จะเรียกร้องให้สภาร่างรัฐธรรมนูญได้บรรรจุ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ โดยจะมีการรณรงค์ทั่วประเทศ ตั้งแต่งวันที่ 16 เม.ย. -19 เม.ย.

“และวันที่ 19 จะเดินเท้าจากสนามหลวง ซึ่งจะมีพุทศาสนิกชนมารวมตั้งแต่ 3 หมื่นคน ถึงเรือนแสน ไปยังอาคารรัฐสภา เพื่อนำไปรายชื่อชาวพุทธที่ สนับสนุนบรรจุศาสนาพุทธไว้เป็นศาสนาประจำชาติไปมอบให้กับ ประธานสภาสรร. จำนวนห้าแสนรายชื่อซึ่งมีอยู่แล้วในขณะนี้แล้ว และวันนี้ จะแสดงพลังรวมตัวกันเดินเท้าไปยังอาคารรัฐส ภา ถึงแม้ว่าจะเป็นวัดหยุดก็ตาม แต่เป้นการแสดงพลังให้ผู้มีหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูนได้เห็น ถึงการ การแสดงออกของชาวพุทธ” โฆษกมหาเถรสมาคม กล่าว

ด้วยตัวเนื้อข่าว .. หลายคนบอกว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่กิจของสงฆ์

เราไปพบว่า อาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก ตอบไว้ได้น่าคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลในคอลัมน์ รื่นร่มรมเยศ ในหนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันที่ 8 เมษายน 2550ดังนี้

จดหมายจากท่านผู้อ่าน “พระพุทธศาสนากับรัฐธรรมนูญ”

คอลัมน์ รื่นร่มรมเยศ

โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

“เรียนอาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก ที่นับถือ ผมได้อ่านบทความเรื่อง “ฐานะพระพุทธศาสนาในรัฐธรรมนูญ (1)” แสดงว่ามีสองตอนหรืออย่างไร อยากเรียนถามเพิ่มเติมว่า ทำไมเมื่อพระเจ้าแผ่นดินของไทยทุกพระองค์ทรงประกาศเป็นพระราชปณิธานบ้าง เป็นพระบรมราโชวาทบ้าง ว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งชาติของเรา ในหลวงองค์ปัจจุบันก็ตรัสกับโป๊ปจอห์น ปอล ที่ 2 ว่า “ชาวไทยส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประจำชาติ” แล้วทำไมรัฐธรรมนูญไม่สำนึกในความจริงข้อนี้ ผมก็ไม่ทราบ เมื่อรัฐบาลโดยพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายเน้นว่าจะนำเอาศีลธรรมคุณธรรมมาพัฒนาประเทศ เราก็ดีใจว่า ต่อนี้ไปพระพุทธศาสนาจะได้รับการสนับสนุนอย่างดี อย่างน้อยข้อเรียกร้องให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติคงสำเร็จ แต่แล้วก็ทำท่าไม่สำเร็จ ชาวไทยก็เลยห่อเหี่ยวกันต่อไปหรืออย่างไร
นิกรไทย

ถูกแล้วครับ ผมเขียนข้อเรียกร้องในบทความเรื่อง “ฐานะพระพุทธศาสนาในรัฐธรรมนูญ” สองอาทิตย์ติดต่อกัน จดหมายคุณมาก่อนตอนที่สองตีพิมพ์ ป่านนี้คงได้อ่านแล้วถูกต้องอีกเช่นกัน รัฐบาลโดยพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เน้นคุณธรรม ศีลธรรม ทางศาสนาเป็นหลักในการพัฒนาประเทศ รวมถึงเศรษฐกิจพอเพียง ตามที่ในหลวงพระราชทานด้วย นั่นก็เป็นถ้อยคำที่สละสลวยในการแถลงนโยบายครับ แม้จะตั้งใจดีแต่ก็ยังคงเป็นความตั้งใจ การแสดงออกเป็นรูปธรรมชัดเจน เรายังมองไม่เห็นสักเท่าไหร่

ส่วนในเรื่องจะได้รัฐธรรมนูญมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลพลเอก สุรยุทธ์ครับ เพราะรัฐบาลไม่มีสิทธิบันดาลให้มีหรือไม่ให้มี หน้าที่นั้นเป็นของกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ หรือที่เราเรียกย่อๆ ว่า ส.ส.ร.

เราในฐานะปัจเจกบุคคล หรือฐานะองค์กรต่างๆ มีสิทธิเพียงเสนอความเห็นว่าอยากให้ท่านบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แม้ว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติอยู่แล้วโดยจารีต เป็นวิถีชีวิตของคนไทยมาแต่โบราณกาล แต่ยังไม่เป็นโดยลายลักษณ์ เราอยากให้บันทึกเป็นลายลักษณ์

จึงขอร้องวิงวอนท่าน ส.ส.ร.ทั้งหลายช่วยบันทึกให้ทีเถิด

เราก็มีสิทธิแค่นี้แหละครับ ไม่ต่างจากท่านพลเอก สุรยุทธ์ นายกรัฐมนตรีดอกครับ อย่าไปว่าท่านในเรื่องนี้เลย

ผมก็ใช้สิทธิของผมในฐานะประชาชนคนหนึ่ง บังเอิญว่าได้เป็นสมาชิกนิติบัญญัติแห่งชาติอยู่ด้วย จึงได้เสนอความเห็นไปยัง ส.ส.ร.ทั้งในฐานะส่วนตัว และในฐานะกรรมาธิการศาสนา จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม อันมีพลเอก ปรีชา โรจนเสน เป็นประธาน

กรรมาธิการศาสนา จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรมนี้ มีสมาชิกทั้งชาวพุทธ และมุสลิม ต่างมีมติร่วมกันเห็นสมควรบันทึกพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ เพราะโดยจารีตประเพณีอันมีมาแต่โบราณกาลนั้น เป็นอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้บันทึกไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น

พูดให้ถูกเกือบได้รับบันทึกมาเมื่อครั้งร่างรัฐธรรมนูญแห่งอาณาจักรสยาม เมื่อร่างครั้งแรก แต่ถูกถอดออกวินาทีสุดท้ายก่อนเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร (ข้อมูลนี้จาก ดร.จรัล ทองเกษม)

กรรมาธิการศาสนาฯได้แถลงข่าว ก่อนเสนอไปยัง ส.ส.ร. โดยข้อเสนอประเด็นใหญ่ๆ 3 ประเด็น ดังที่ผมเขียนไว้หลายครั้ง ทั้งก่อนหน้านั้นผมก็ได้ “จับเข่า” คุยกับท่านอาจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ และท่านนาวาตรี ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมาก่อนแล้ว

ความเป็นห่วงของเราคือเห็นในคำปรารภเอ่ยถึงสถาบันหลักเพียง 2 สถาบัน คือ สถาบันชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์เท่านั้น ขาดสถาบันศาสนาไป และไม่มี ระบุว่า “พระมหากษัตริย์เป็นพุทธศาสนิก” เหมือนในฉบับก่อนๆ มีเพียงว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นจอมทัพไทย”

เราได้ย้ำเตือนว่า ถ้าการร่างคราวนี้ไม่ได้อะไรใหม่ ก็โปรดอย่าลบที่เคยมีในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน

ที่มีอยู่แล้วทั้งในรัฐธรรมนูญฉบับที่ฉีกไป และในฉบับชั่วคราว คือในหมวดว่าด้วยนโยบายแห่งรัฐที่ว่า “รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น”

เราอยากให้เติมข้อความให้ชัดเจนขึ้นว่า “คือศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกซ์ อันได้รับการรับรองจากรัฐ” ที่เติมก็เพราะกลัวศาสนาอื่นๆ ที่ไม่ได้รับรองจากรัฐ เช่น ศาสนาสนับสนุนฆ่าคน ศาสนาไม่นับถือพ่อแม่ ฯลฯ เขาอาจอ้างตัว ขออุปถัมภ์คุ้มครองจากรัฐด้วย

สิ่งที่ขอร้องกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องที่ไม่เคยมีมาก็คือ อยากขอให้เพิ่มข้อความว่า “พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ”

“ศาสนาอื่นคือศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกซ์ ได้รับการรับรองจากรัฐ”

และได้เรียนกรรมาธิการร่างฯผ่านบทความของผมอย่างน้อยสองครั้งในมติชนนี้ว่า เหตุผลที่กลัว และเชื่อตามๆ กันมาโดยคำพูดของผู้ใหญ่บางคนว่า กลัวจะเป็นการแบ่งแยกนั้น เราได้พิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นการแบ่งแยก ความกลัวอย่างนี้ไม่มีทางเกิดขึ้น

ก็อยากจะเรียนว่า แม้คำพูดเราก็ใช้กันง่ายๆ ลวกๆ ว่า “กลัวการแบ่งแยก” การแบ่งแยกนั้นถ้าเป็นการแบ่งแยกว่าผู้นี้เป็นพุทธ ผู้นั้นเป็นมุสลิม เป็นคริสต์ ฯลฯ นั้นเป็นของธรรมดาอยู่แล้ว ไม่งั้นเราก็ไม่รู้ว่าใครนับถือศาสนาอะไร แต่การแบ่งแบบนี้เพื่อการรับรู้เท่านั้น มิใช่เป็นเหตุแห่งการทะเลาะกัน

ถ้าคำว่า “การแบ่งแยก” หมายถึง “การทะเลาะกัน” การระบุศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นศาสนาประจำชาติ (เป็นลายลักษณ์อักษร แทนที่เป็นโดยจารีตอย่างเดียว) แล้ว ความเป็นจริงมันพิสูจน์อยู่แล้วว่าเราชาวไทยไม่มีการทะเลาะกันในเรื่องศาสนา เราคนไทยไม่ว่าไทยที่นับถือพุทธ ไทยที่นับถืออิสลาม ไทยที่นับถือคริสต์ ไทยที่นับถือพราหมณ์-ฮินดู หรือไทยที่นับถือซิกซ์ ไม่เคยทะเลาะกันเลย อย่างน้อยบรรยากาศในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มีทุกศาสนา โดยเฉพาะกรรมาธิการศาสนา จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม เป็นตัวอย่างให้เห็นยู่ เราสมัครสมานสามัคคีกันอย่างดี

ยิ่งถ้าดูเหตุการณ์ที่เกิดในภาคใต้ปัจจุบันนี้ ยิ่งเห็นได้ชัดว่ามิได้เกี่ยวกับเรื่องศาสนาเป็นสาเหตุ หากมาจากเหตุปัจจัยอย่างอื่น เหตุปัจจัยอะไร เชื่อว่ารัฐบาลและผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองรู้ดี เพียงแต่ไม่กล้าพูดออกมาดังๆ เท่านั้น ในการอภิปรายในสภา ก็พูดกันอ้อมๆ แอ้มๆ ไม่กล้าพูดตรงๆ แต่ที่แน่ๆ คือทุกท่านยืนยันว่าไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งทางศาสนา

ภาพที่เห็นทั้งชาวมุสลิม และชาวพุทธ ต่างก็ถูกผู้ก่อการร้ายถล่มจนเสียชีวิตไปตามๆ กัน จนชาวบ้านทั้งมุสลิมและพุทธต้องพากันไปหลบภัยในวัดก็เป็นข่าวให้รู้ให้เห็นทั่วไป ถ้าเป็นเรื่องศาสนา ทำไมเขาจึงฆ่าชาวมุสลิมด้วยเล่าครับ

นี่มันเล่นงานหมดไม่ว่าพุทธ ไม่ว่ามุสลิม ที่น่าสงสารก็คือหนูน้อย “เลาะห์” ผู้พิการ มีจักรยานคู่ชีพที่อาศัยขี่ไปโรงเรียน ซึ่งได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไอ้วายร้ายมันยังเผาทิ้งด้วยความเหี้ยมโหด

เท็จจริงพิสูจน์แล้วว่า ภัยผู้ก่อความไม่สงบดังที่เป็นอยู่และไม่รู้จะเป็นไปนานแค่ไหน มิใช่เกิดเพราะความขัดแย้งทางศาสนาเป็นสาเหตุ กลัวทำไมว่าจะเป็นการแบ่งแยก กลัวทำไมจะทำให้การทะเลาะกันทางศาสนา

ดร.อิสมาแอล อาลี หนึ่งในคณะกรรมาธิการศาสนาฯของเราให้เหตุผลน่าฟังว่า คำว่า “สมานฉันท์” ไม่ควรใช้กับศาสนา เพราะตามความหมายที่เราใช้เรารู้กัน ต้องมีการทะเลาะเบาะแว้งกันแล้ว จึงมีการสมานฉันท์กัน นี่เราศาสนาต่างๆ ไม่ได้ทะเลาะกันเลย จะมาสมานฉันท์ด้วยเรื่องอะไร

เออ จริงครับ อาจารย์ จริงจนท่านประธานคณะกรรมาธิการ (พี่แหลม ของน้องๆ) รีบเปลี่ยนมาเป็น “เพื่อความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” เลยทีเดียว
หน้า 6<

ขณะเดียวกันขอยกสิ่งที่อาจรย์เสฐียรพงษ์เขียนเกี่ยวกับฐานะของพระพุทธศาสนาในรัฐธรรมนูญไว้ในหนังสือพิมพ์ฉบับก่อนหน้ามาไว้ใน blog หน้านี้

วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10606

ฐานะของพุทธศาสนาในรัฐธรรมนูญ

คอลัมน์ รื่นร่มรมเยศ

โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต

เมื่อครั้งกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับพุทธศักราช 2540 ที่ถูก “ฉีก” ไป โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นั้น ได้เปิดการรับฟังเสียงจากประชาชนทุกหมู่เหล่า จำได้ว่าชาวไทยที่นับถือพระพุทธศาสนาจำนวนเกือบสองล้าน นับตั้งแต่พระสงฆ์ระดับปกครองสูงสุด (ถ้าจำไม่มีผิดมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เป็นต้น) ตลอดถึงพระสังฆาธิการระดับล่าง และพระภิกษุสามเณรทั่วไป รวมทั้งชาวพุทธไทยจำนวนมาก ได้ส่งข้อคิดเห็นแก่คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ

ข้อเสนอหลักมีประเด็นเดียวคือ “ต้องการให้ใส่ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ” ไว้ในรัฐธรรมนูญที่จะร่างใหม่ ตรงไหนก็ได้ มาตราไหนก็ได้ แต่ข้อเสนอนี้ก็มิได้รับการสนองแต่อย่างใด กระนั้นยังอ้างว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นของประชาชน และสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

และแล้วรัฐธรรมนูญฉบับที่ว่าดีที่สุดนี้ ก็ได้ถูกยกเลิกไป คณะปฏิรูปการปกครองในระบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวไปก่อน ตอนนี้อยู่ในระหว่างรีบเร่งยกร่างฉบับถาวรต่อไป ประเด็นที่เคยตกไปในคราวร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อน (คือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ) ถูกนำมาพูดคุยกันเบาๆ ในหมู่ชาวพุทธ ที่ยังไม่ดังจนถึงขั้นล่าลายเซ็นเหมือนคราวก่อน เพราะยังไม่ถึงวาระการรับฟังจากประชาชน หรือเพราะชาวพุทธเข็ดกันแล้ว ที่เสนอไปไม่ได้รับการพิจารณาก็ไม่ทราบ

แถมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ไม่พูดถึงสถาบันศาสนาในจำนวนสามสถาบัน ซึ่งเป็นสถาบันหลักของไทยด้วย ก็ยิ่งเสียวๆอยู่ รวมทั้งมาตราที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ” ก็ไม่มีด้วย

ผมเจอหน้าท่านอาจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร ที่ราชบัณฑิตยสถาน ก็เอ่ยเรื่องนี้ ท่านอาจารย์บอกว่า ฉบับชั่วคราวเขาเอาเฉพาะประเด็นหลักของการปกครอง จึงไม่ได้ใส่ไว้ อาจารย์ไม่ต้องห่วงฉบับถาวร (ที่กำลังร่าง) มีแน่ มาตรานี้คงเดิม ผมก็เบาใจระดับหนึ่ง

พบท่านประสงค์ สุ่นศิริ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมก็ฝากท่านไว้ สามประเด็นคือ

1. พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ ต้องคงไว้ เพราะนี่คือความจริงของสังคมไทย และจารีตของสถาบันหลักขอสังคมไทย เป็นอย่างอื่นมิได้

2. ในหมวดนโยบายแห่งรัฐของฉบับเก่า (ฉบบับ 2540 ) ดีอยู่แล้วคือ “รัฐต้องให้การปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น” นั้นขอให้เติมข้อความว่า “ซึ่งได้รับการรับรองจากรัฐ คือศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์”

ผมเรียนท่านประสงค์ว่า ที่ต้องใส่ไว้ให้ชัด เพราะศาสนาหรือลัทธิอื่นๆ ที่รัฐไม่รับรองก็จะอ้างสิทธิขอรับการคุ้มครองอุปถัมภ์จากรัฐด้วย

3.พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ข้อนี้เคยเสนอมาในคราวก่อนโน้นและก็ตกไป คราวนี้ถ้าเป็นไปได้ ขอท่านประธานประสงค์ช่วยนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการร่างฯด้วย ท่านก็รับปากแล้ว

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์มติชนได้ลงข่าวประเด็นนี้ว่าเป็นข้อเสนอของที่ประชุมอะไรสักอย่างให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ มีข้อคิดเห็นของท่านประธาน คมช. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ท่านพูดไว้น่าสนใจมาก ดังนี้

“ผมพอใจการสรุปผลการสัมมนา ซึ่งก็ออกมาไม่แตกต่างกับความคิดของประชาชน ขึ้นกับคณะกรรมาธิการร่างจะปรับแก้….เมื่อถามถึงผลสรุปให้กำหนดพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ พลเอกสนธิกล่าวว่า จริงๆ แล้วมีหลายประเทศกำหนดให้ศาสนานั้นๆ เป็นศาสนาประจำชาติ ในกรอบของประเทศไทยก็อาจดีก็ได้”

ที่ว่าน่าสังเกตเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธาน คมช. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ท่านมิได้เป็นชาวพุทธ แต่ท่านก็ยังเห็นแนวคิดนี้อาจเป็นเรื่องดี เพราะต่างประเทศส่วนมากก็กำหนดศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นศาสนาประจำชาติทั้งนั้น

จริงสินะครับ ผมมองไปที่ประเทศใหญ่ๆ ที่คนไทยยกย่องและมักจะอ้างเขามาเป็นแบบอย่างในหลายด้าน คือสหรัฐอเมริกา เขาก็มีคริสต์ศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ประเทศของแบร์เพื่อนซี้ของบุช คือสหราชอาณาจักรก็มีคริสต์ศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติเช่นกัน ดูเหมือนว่าอเมริกากำหนดเอาคริสต์นิกายคาทอลิก อังกฤษกำหนดเอานิกายเชิร์ช ออฟ อิงแลนด์ (ถ้าผิดก็ขอให้ช่วยทักท้วงด้วยครับ ข้อมูลผมไม่แม่น) ที่แน่ๆ เขามีศาสนาประจำชาติ

ชอบตามก้นฝรั่งมิใช่หรือ ลองตามในเรื่องนี้บ้างสิครับ

พล.อ.สนธิซึ่งท่านเป็นมุสลิม ท่านยังคิดแทนคนไทยซึ่งเป็นพุทธส่วนมากว่า การกำหนดพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติเป็นความคิดที่อาจดีก็ได้ แล้วเราพวกเราที่เป็นพุทธไม่คิดว่าเป็นเรื่องดีหรือครับ ขอฝากไว้ด้วย โดยเฉพาะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน

ผมมีข้อมูลจะแจ้งให้ผู้อ่านทราบ จากเอกสาร “แนวทางแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ประมวลเหตุการณ์การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540” จัดทำโดยคณะกรรมการศึกษาแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พูดไว้ว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและรับฟังความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบการใช้รัฐธรรมนูญ ของวุฒิสภาร่วมกับ “สวนดุสิตโพล” สถาบันราชภัฏสวนดุสิต และกรมประชาสัมพันธ์ ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทุกสาขาอาชีพ ทุกจังหวัดทั่วราชอาณาจักร จำนวน 26,433 คน ผลปรากฏว่า ประชาชนจำนวนร้อยละ 70.94 เห็นว่าสมควรกำหนดให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ร้อยละ 27.8 เห็นว่าไม่ควร เพราะประชาชนมีอิสระในการนับถือศาสนา ร้อยละ 1.88 ไม่ระบุ

เกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ เห็นสมควรกำหนด “พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ” ขนาดเสียงมากมายเกือบถึงร้อยนี้ ท่านกรรมาธิการผู้ร่างยังไม่กรุณารับไว้พิจารณาใส่ไว้เลยครับ

เหตุผลคืออะไร เหตุผลมีอยู่ประการเดียว ซึ่งเป็นภาพหลอนที่สร้างกันขึ้นมา

“กลัวว่าจะเป็นการแตกแยกของคนในชาติ และอาจเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น”

เป็นความกลัวที่มิได้พิสูจน์ด้วยปัญญา มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ? ไม่อยากให้พูด ไม่อยากให้กลัวกันไปเองโดยไม่มีเหตุผลรับรอง แน่นอนการจะกำหนดเอาทุกศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติย่อมไม่ได้ ไม่มีชาติไหนเคยทำ มีแต่กำหนดเอาศาสนาใดศาสนาหนึ่งที่มีจำนวนสมาชิกมาก และที่สำคัญเป็นรากเหง้าจริยธรรมและวัฒนธรรมเป็นส่วนมากของสังคมนั้นเป็นศาสนาประจำชาติ

ในกรณีประเทศไทย ศาสนาที่เก่าแก่และเป็นรากฐานของศีลธรรมและวัฒนธรรมไทยมายาวนานกว่าศาสนาอื่นก็คือพระพุทธศาสนา

การกำหนดว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ก็เพื่อจะแสดงให้เห็นทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ความเป็นมา จารีตขนบธรรมเนียม โดยเฉพาะราชประเพณีของสังคมนี้ว่ามี พระพุทธศาสนาเป็นหลักแห่งการฝึกฝนอบรมลูกหลานมายาวนาน เป็นบันทึกจารีตซึ่งมิได้เป็นอักษรให้เป็นกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น

คือมันเป็นอยู่แล้วโดยเนื้อหา เพียงแต่ต้องการให้ท่านผู้ร่างรัฐธรรมนูญยืนยันข้อเท็จจริงนี้เป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น

และเพื่อนศาสนิกศาสนาอื่นของเราต่างก็รู้ความจริงข้อนี้โดยตลอด ก็ไม่เห็นท่านเหล่านั้นรังเกียจแต่ประการใด จะมีแต่พวกเรากันเองแหละ ที่กลัวภาพหลอนกันไปเอง

กรรมาธิการร่างเพียงแต่เอาข้อเท็จจริงที่เป็นที่มีในประวัติความเป็นมาของไทยมาบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น มิได้บัญญัติอะไรใหม่เลยครับ

ปัญหาต่างๆที่เกิดจากฝีมือผู้ก่อการร้ายในภาคใต้ เป็นเรื่องของโจรผู้ต้องการสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายแก่สังคมไทย มิใช่มาจากเรื่องศาสนา ท่านคิดให้ดี โจรก่อการร้ายนั้นเขาทำร้ายคนดีๆ ทุกศาสนา ทั้งชาวอิสลามและชาวพุทธ ตลอดจนครูอาจารย์ ข้าราชการ ทหารตำรวจ มิใช่เป็นเรื่องของศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลามแต่ประการใด แม้จะพยายามอ้างกรณีพุทธ อิสลามมาเป็นเงื่อนไขบ้างก็ไม่สำเร็จ เพราะประชาชนในท้องที่รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร

เราพูดกันในคณะกรรมาธิการศาสนา จริยธรรม และวัฒนธรรม ซึ่งมีทั้งพุทธ คริสต์ และอิสลามเป็นกรรมาธิการว่า แนวคิดสมานฉันท์ที่จะนำมาใช้กับศาสนานั้น มันผิดตั้งแต่เริ่มคิดแล้ว เพราะต้องมีความแตกร้าวกัน ระหว่างศาสนาเกิดขึ้นแล้ว จึงจะมาสมานฉันท์ประะนีประนอมกัน แต่นี้ศาสนาต่างๆ ในประเทศไทยไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่มีการแตกแยกกัน ดูตัวอย่างได้ที่ประชาชนทางภาคใต้ ทั้งพุทธทั้งมุสลิมอยู่กันด้วยความเข้าอกเข้าใจกัน สมัครสมานสามัคคีกันอย่างดียิ่ง

แล้วจะมาสมานฉันท์กันด้วยเรื่องอะไร?

สมานฉันท์นั้นเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องใช้กับพวกผู้ก่อการร้ายโน่น ส่วนจะสมานฉันท์โดยวิธีใด อย่างใด ก็ไปคิดกันเอาเอง

ที่พูดมาทั้งหมดนี้ต้องการบอกว่า การประกาศพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ มิใช่สาเหตุให้เกิดการแตกแยก ที่สังคมแตกแยกมิใช่เพราะเรื่องศาสนา หากเป็นเรื่องอื่น ที่แก้กันไม่ถูกจุด จนกระทั่งต้องมาสมานฉันท์กันอยู่ โดยที่ไม่รู้ว่าเมื่อไร การสมานฉันท์จะประสบผลสำเร็จ ยิ่งสมานฉันท์ก็ยิ่งห่างไกลความสงบ

ในหลวงรัชกาลที่หนึ่งตรัสว่า “ตั้งใจจะอุปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนา จะป้องกันขอบขัณฑสีมา รักษาประชาชนและมนตรี”

ในหลวงรัชกาลที่หก ตรัสว่า “พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาสำหรับชาติของเรา เป็นความจำเป็นที่เราทั้งหลายผู้เป็นไทย จะต้องมั่นอยู่ในศาสนาพระพุทธซึ่งเป็นศาสนาสำหรับชาติเรา”

เมื่อทรงประดิษฐ์ธงไตรรงค์ และทรงกำหนดให้แต่ละสีของธงชาติเป็นสัญลักษณ์แทนสถาบันทั้งสามคือ “ขาว บริสุทธิ์ศรีสวัสดิ์ หมายพระไตรรัตน์ และธรรมะคุ้มจิตไทย แดง คือโลหิตเราไซร้ ซึ่งยอมสละได้ เพื่อรักษ์ชาติศาสนา น้ำเงิน คือสีโสภา อันจอมประชา ธ โปรดเป็นของพระองค์”

พระเจ้าอยู่หัวของเราได้มีกระแสพระราชดำรัสกับสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2527 ตอนหนึ่งว่า “คนไทยเป็นคนศาสนิกชนที่ดีทั่วกัน ส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประจำชาติ”

ปีนี้เป็นปีมงคลของชาวไทย เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่อันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย มีพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา และบังเอิญว่า ประเทศไทยได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรพอดี จะเป็นการดีหรือไม่ที่จะน้อมเกล้าฯ ถวายรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ซึ่งบรรจุ

“พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ” ถวายเป็นพระราชกุศล เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสพระราชดำรัสที่ตรัสประกาศต่อพระพักตร์สันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ดังข้างต้น

หน้า 6

และ

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10613

ฐานะของพระพุทธศาสนาในรัฐธรรมนูญ (2)

คอลัมน์ รื่นร่ม รมเยศ

โดย ศ.พิเศษเสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต

ผมเขียนเรื่องข้อเรียกร้องให้บรรจุพระพุทธศาสนาลงในรัฐธรรมนูญ เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ก่อนที่กรรมาธิการศาสนา จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม อันมีพลเอก ปรีชา โรจนเสน เป็นประธานพร้อมกรรมาธิการสามท่าน ซึ่งมีทั้งชาวพุทธ คริสต์ ขาดเพียงกรรมาธิการมุสลิม ซึ่งติดภารกิจที่จังหวัดภาคใต้ ได้ร่วมกันแถลง

ท่านประธานกรรมาธิการ พลเอก ปรีชา โรจนเสน ก็เสนอเพียง 3 ประเด็นหลัก คล้ายๆ กับที่ผมและท่านอื่นๆ เสนอไว้คือ

(1) ประเด็น “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ” ที่รัฐธรรมนูญทุกฉบับเคยมี แต่ในฉบับชั่วคราวที่ประกาศใช้โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นไม่ใส่ไว้ ต้องคงไว้ตามเดิม

(2) ประเด็นที่เสนอเข้ามาใหม่ ซึ่งชาวพุทธไทยพยายามมานานแล้ว ไม่ว่ามีการการร่างรัฐธรรมนูญฉบับไหน ก็เสนอคือ “พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

ศาสนาอื่นคือศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกซ์ เป็นศาสนาที่ได้รับการรับรองจากรัฐ”

(3) ประเด็นที่สาม มิได้เสนอใหม่ เพียงให้ปรับปรุงข้อความดังนี้ “รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา และศาสนาอื่นที่ได้รับการรับรองจากรัฐ คือ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกซ์ ส่งเสริมความสามัคคีปรองดองระหว่างศาสนิกทุกศาสนา รวมทั้งสนับสนุนการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้ เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต”

ก่อนหน้าที่รอคิวแถลงข่าว มีเยาวชนสองสามท่านแถลงข่าวเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ ผู้สื่อข่าวและประชาชนมุงดูกันมากมาย พวกเราที่รอคิวอยู่แทบเบียดตัวเข้าห้องไม่ได้ แต่พอวัยรุ่นจบการแถลงข่าง พวก ส.ว.(สูงวัย) สามสี่ท่านนั่งลงเท่านั้น ปรากฏว่ากล้องมากมายที่ตั้งอยู่ค่อยๆ ลดลงทีละกล้องสองกล้อง คงเหลือประมาณหนึ่งหรือสองกล้องเท่านั่น

ท่านประธานกระเซ้าว่า พอเรื่องศาสนาเข้ามาก็หลบกันไปหมดเชียวนะ ท่านประธานไม่ต้องน้อยใจดอกครับ นี่คือสังคมไทย สังคมที่ไม่ให้ความสำคัญแก่พระศาสนาอันเป็นหลักใจ ไปให้ความสำคัญแก่เรื่องอื่นอันมีสาระน้อยกว่าเป็นธรรมดาอยู่แล้ว

ก็ได้แต่บ่นๆ กันว่า ศีลธรรม จริยธรรมของคนรุ่นหลัง (อย่าบ่นแต่เด็กเลย ตัวคนแก่ทั้งหลายด้วย) เสื่อมทรามลง ประเทศทั้งประเทศกำลังโหยหาจริยธรรมศีลธรรม ร้องขออย่างน่าสงสารว่า “ขอให้ศีลธรรมกลับมาๆ” ถ้าศีลธรรมจริยธรรมมันพูดได้ ก็คงสวนกลับไปว่า “ก็พวกมึง (ภาษาหลวงพ่อคูณครับ) ร้องแต่ปาก ไม่ได้ลงมือกระทำให้พฤติกรรมตัวเองเป็นศีลธรรมจริยธรรม ต่อให้ร้องจนปากแหก กู (ภาษาของหลวงพ่อ) ก็ไม่กลับ”

จะกลับได้อย่างไรเล่าครับ แม้แต่พื้นที่ให้หลักแห่งศีลธรรมจริยธรรมยืน ก็ยังไม่มีเลย รัฐธรรมนูญนั้นแหละเป็นที่ยืนแห่งศีลธรรมจริยธรรม เพราะไม่มีศีลธรรมจริยธรรมที่ไหนที่มีความหมายครบสมบูรณ์ นอกจากศีลธรรมจริยธรรมของพระศาสนา

พูดอีกนัยหนึ่ง ศีลธรรมจริยธรรมที่สมบูรณ์ต้องมาจากพระศาสนา หรืออยู่บนพื้นฐานของคำสอนทางศาสนาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกซ์

ทำไมจึงว่าศีลธรรม จริยธรรมทางศาสนาเท่านั้นเป็นศีลธรรมจริยธรรมที่ถูกต้อง สมบูรณ์?

เพราะศีลธรรมจริยธรรมอย่างนี้เท่านั้นที่มีนัยแห่ง “การฝึกฝนอบรม” อยู่ด้วย มิใช่เป็นเพียงทฤษฎีแห่งความดีความชั่ว มาตรฐานแห่งความดีความชั่ว ดังของนักปรัชญา นักการศึกษา และนักจิตวิทยา ซึ่งเน้นแต่ความรู้อย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับการหล่อหลอมพฤติกรรม

ท่านพุทธทาสเน้นแล้วเน้นอีกว่า พระพุทธศาสนาของท่านมิใช่ “ปรัชญา” ในความหมายของตะวันตก เพราะปรัชญาอย่างนั้นคือ food for the intellectual หรือ intellectual”s food (ตามคำของท่าน) มิได้เน้นการปลูกฝังอบรมกายวาจาใจตามหลักพระพุทธศาสนาเลย

เรียนจนมีอิทธิฤทธิ์เหาะได้ (ความจริงก็เหาะได้อยู่แล้ว เหาะไปเหาะมาจนรันเวย์ แท็กซี่เวย์พังเป็นแถบๆ จนท่านบรรณวิทย์ เก่งเรียน และคณะต้องตามสอบจนเหนื่อย) ต่อให้รู้ศีลธรรมจริยธรรมจนเหาะได้ ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาหรือวิกฤตทางศีลธรรมได้ ในเมื่อท่านวิกฤตทางศีลธรรมจริยธรรมเสียเอง แต่ไม่รู้ตัว

ท่านผู้รู้ (ขออภัยที่ไม่เอ่ยนาม) พยายามอ้างว่า แม้ฝรั่ง (อเมริกันพ่อของคนไทย) ก็ยังไม่เอาศาสนามาเป็นหลักในการพัฒนาคนของเขา ก็เพราะไม่เอาศาสนาน่ะสิ สังคมอเมริกันจะเลอะเทอะ เต็มไปด้วยปัญหาสารพัด เราจะตามอย่างสังคมเละเทะเฟะฟอนอย่างนั้นหรือ เอาก็เอา แล้วอย่ามาว่าเด็กรุ่นหลังละกัน

ถ้าสืบให้ชัดจะเห็นว่า ที่เอมริกันไม่ระบุเอาหลักคำสอนของศาสนานิกายใดมาเป็นหลักในการพัฒนาประเทศ ก็เพราะเขามีปัญหา ไม่รู้จะเอานิกายใด อเมริกานั้นเราก็ทราบกันแล้วว่าร้อยพ่อพันธุ์แม่ ไม่รู้กี่เผ่ากี่พันธุ์ กี่ชาติกี่ภาษารวมกันอยู่ จริงอยู่มี 2 นิกายศาสนาหลัก แต่ก็แบ่งออกเป็นนิกายย่อยสารพัดนิกาย ครั้งจะเอาหลักธรรมของนิกายใดมาเป็นหลักในการพัฒนาประเทศก็กลัวจะเกิดความขัดแย้ง จึงตัดปัญหาไม่เอาเสียเลย

แถมยังมีกฎหมายห้ามสอนศาสนาในโรงเรียนด้วย องค์กรศาสนาใดต้องการสอนก็ให้เป็นเรื่องส่วนตัวไป

ทีนี้การพัฒนาประเทศจะเน้นทางด้านวัตถุอย่างเดียวย่อมไม่ได้ ทางด้านจิตใจยิ่งสำคัญ และจะทำอย่างไรเมื่อปฏิเสธศาสนาไปแล้ว พวกผู้นำทางปัญญาทั้งหลาย ไม่ว่านักปรัชญา นักจิตวิทยา นักการศึกษา จึงมาคิด “จริยธรรม” ขึ้น บนพื้นฐานว่า

อะไรคือความดี อะไรคือความไม่ดีหรือความชั่ว คำตอบก็ออกมาเป็นข้อๆ เช่น ความไม่รุนแรง ความไม่เบียดเบียนกัน ความเมตตากรุณา ความไม่เอารัดเอาเปรียบกัน ความยุติธรรม สิ่งเหล่านี้ไม่ตีตราประทับสำหรับนิกายใด ศาสนาใด เป็น “สากล” นี่คือที่มาของจริยธรรมพันธุ์ใหม่ หรือจริยธรรมสากล

จริยธรรมพันธุ์ใหม่นี้ไม่เกี่ยวกับศาสนา เพราะไม่อยู่บนพื้นฐานของการฝึกฝนอบรม

พูดให้ชัดก็คือ ผู้ศึกษาจริยธรรมพันธุ์ใหม่นี้ จะเรียนรู้เกี่ยวกับทฤษฎีความดีความชั่ว มาตรฐานวัดดีวัดชั่วโดยเอาเหตุผลเป็นตัววัดตัดสิน ไม่เกี่ยวกับพฤติกรรมแต่อย่างใด

แม้เจ้าของทฤษฎีเองก็ไม่ผูกมัดกับทฤษฎีที่ตนวางไว้ เวลาผ่านไปสักระยะหนึ่งก็อาจปฏิเสธทฤษฎีของตนเสียเองก็ได้

ท่านพุทธทาสจึงรังเกียจนักหนา ถึงกับเรียกว่า เป็นแค่ “อาหาร (แดกด่วน) ทางปัญญา” ให้ถกให้เถียงกันมันปากเท่านั้น

เขียนมาถึงตรงนี้นึกถึงท่านบรรจง ชูสกุลชาติ อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ท่านพูดว่า “ถ้าถามว่าเข้ามหาวิทยาลัยเรียนอะไรมาบ้าง ทุกคนคงตอบว่า เรียนมามากมาย ครั้นถามต่อว่า เรียนมากขนาดนั้นมีคุณธรรมอะไรที่ยึดถือประจำใจบ้าง หลายคนหรือเกือบทุกคน คงมองตากันล่อกแล่ก ลังเลใจไม่รู้จะตอบอย่างไร”

เราจะเอากันอย่างนี้ใช่ไหม ถ้าจะเอาอย่างนี้ก็ไม่ควรโทษเด็กรุ่นหลังว่าศีลธรรมจริยธรรมเสื่อม เพราะมันเป็นวิธีผุกร่อนศีลธรรมจริยธรรมที่มีประสิทธิภาพอยู่แล้ว

สังคมเราเป็นสังคมที่ว่าตามกัน เจ้าคุณประยุทธ์ (พระพรหมคุณาภรณ์) ท่านแสดงธรรมซึ่งผมไม่ได้ฟัง ลูกชายฟังแล้วมาเล่าให้ฟังว่า พอคนที่มี othority เช่น ประธานนั้นประธานนี่ โฆษกกรรมาธิการนั่นนี่ ดร.นั่นนี่พูดว่า “ใส่ไว้ไม่ได้ เพราะจะเป็นการแตกแยก” ฟังแค่นี้แล้วก็เชื่อตามกันไป ไม่ได้พิจารณาด้วยเหตุด้วยผล ด้วยวิทยาศาสตร์ว่าจริงหรือไม่ที่ใส่พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติแล้วคนไทยจะแตกแยก และที่มีปัญหาแตกแยกกันอยู่ปัจจุบันนี้มันเป็นปัญหาทางศาสนาหรือเปล่า หรือปัญหาจากเรื่องอื่น

พุทธวจนะว่า “พหูสุตบุคคล (ผู้คงแก่เรียน) ทั้งหลายมีการพินิจพิจารณาเป็นกำลัง” ท่านที่เป็นพหูสูตเหล่านั้นใช้ปัญญา หรือใช้ความรู้สึกตัดสิน สาธุ พระคุณเจ้า

ศาสตราจารย์ ดร.กีรติ บุญเจือ พูดในวันแถลงข่าวว่า พอพูดเรื่องนี้ขึ้นพี่น้องชาวคริสต์ก็ถามว่าทำอย่างนี้ได้หรือ ท่านก็ได้ชีแจงว่า ในฐานะที่พระพุทธศาสนาเป็นหลักแห่งการอบรมบ่มนิสัยคนไทย มายาวนานในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะอ้างประวัติศาสตร์ จารีตวัฒนธรรม ไม่ว่าจะอ้างจำนวนสมาชิกซึ่งมีมากกว่าศาสนาอื่น ควรที่จะให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติอยู่แล้ว เพราะเป็นอยู่แล้วโดยราชประเพณี โดยจารีต เพียงแต่ยังไม่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น ถ้าจะบันทึกในรัฐธรรมนูญก็ไม่เห็นจะมีอะเป็นอะไร

ครั้นมีผู้ถามว่า ถ้าจะใส่ไว้ก็ควรใส่ทุกศาสนา เพื่อให้ทัดเทียมกัน อาจารย์ชี้แจงว่า ที่จริงทุกศาสนาก็ได้รับการดูแลทัดเทียมกันอยู่แล้ว ไม่มีอะไรแตกต่าง เพียงแต่ใส่ศาสนาพุทธคล้ายๆ เป็นหัวแถวเท่านั้น ใส่ทั้งหมดไม่ได้ ดุจนิ้วทั้งห้านิ้วก็ยังไม่เท่ากัน ก็ต้องมีนิ้วหนึ่งที่ยกให้อยู่แถวหน้า แต่มิได้หมายความว่านิ้วอื่นไม่สำคัญ หลังจากแถลงแล้ว อาจารย์ก็หันมาหาผมว่า ผมพูดแทนชาวพุทธ เพราะเห็นอึกอักพูดไม่เต็มปาก อาจารย์ก็เป็นคนไทยเลยรู้กำพืดของไทยด้วยกัน

ที่อาจารย์ท่านหนึ่งว่า ดูรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาทุกฉบับไม่มีฉบับไหนใส่ว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ พูดผิดพูดใหม่ได้นะครับ ท่านอาจารย์ธงทอง (ไหนว่าจะไม่เอ่ยไง)

ลองช่วยค้นเอกสารเก่าๆ ดู ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2475 “ในร่างเดิมนั้นมีข้อความว่า “พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำอาณาจักรสยาม” แต่ถูกตัดออก “อนุกรรมาธิการร่างจำต้องตัดออกไปก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรให้พิจารณาและลงมติเพราะ…มันเกรงใจเพื่อน…ของมัน” ข้อมูลบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ จากบันทึกในเรื่องเดียวกันนี้ ปรีดี พนมยงค์ ยังได้เล่าให้ทราบว่า เมื่อเสร็จการประชุมก่อตั้งคณะราษฎรแล้ว ข้าพเจ้ากลับสยามในเดือนมีนาคมปีนั้น แล้วเพื่อนที่ยังอยู่ในปารีสเลือกเฟ้นผู้ที่สมควรชวนร่วมคณะราษฎรต่อไป อีกประมาณ 2-3 เดือน เพื่อนได้ชวนนายทวี บุณยเกตุ นักศึกษาวิชาเกษตร และนายบรรจง ศรีจรูญ ไทยมุสลิมจากอียิปต์ที่มาเยือนปารีส ซึ่งรับภาระจัดตั้งมุสลิมต่อไป อาทิ นายแช่ม มุสตาฟา (บุตรหัวหน้าศาสนาอิสลามในไทย ที่รู้จักกันในนามว่า “ครูฟา” ต่อมานายแช่มเปลี่ยนนามสกุลว่า “พรหมยงค์” คล้ายนามสกุลของข้าพเจ้า)”

ความจริงก็คือว่าเคยมีในร่างของอนุกรรมาธิการ แต่ถูกดึงออกก่อนเสนอสภาแบบเส้นยาแดงผ่าแปด

แต่โดยราชประเพณี โดยประวัติศาสตร์ โดยจารีตประเพณีและวัฒนธรรม

พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทยอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้จารึกเป็นลายลักษณ์ ด้วยภาพหลอนภาพลวงที่สืบทอดกันมาดังกล่าว จึงไม่ได้รับการบันทึกเป็นลายลักษณ์เท่านั้น คราวนี้ก็แว่วว่า ดึงออกตั้งแต่ไม่บันทึกแล้ว คือ ดึงออกจากใจของคณะกรรมาธิการร่างทั้งหลาย (คงไม่หมดทุกคน) ท่านที่รับปากผมแล้วก็ไม่ต้องเกรงใจว่าจะผิดคำพูด เพราะผมรู้ดีว่าท่านเพียงแต่พูดว่า “ผมจะพิจารณา ผมจะนำเข้าสู่ที่ประชุม” ส่วนที่ประชุมจะเอาอย่างนี้ก็ไม่ว่าอะไร เพราะคาดการณ์ล่วงหน้าอยู่แล้ว

เพียงต้องการบอกว่า ผมจะคัดค้านและยกมือไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ ใครจะเอากับผมด้วยก็ยกมือ

หน้า 6

 

3 responses to “การเรียกร้องและกดดัน .. สมควรหรือเปล่า?

  1. ธเนศ อุ่นศิริ

    April 18, 2007 at 8:52 pm

    อันตัวพ่อชื่อว่า พระยาตาก
    ทนทุกข์ยาก กู้ชาติ พระศาสนา
    ถวายแผ่นดิน ให้เป็นพุทธบูชา
    แด่ศาสดา สมณะ พุทธโคดม

    นี่หรือคนที่ประกาศว่าเป็นชาวพุทธในแผ่นดินที่มีคนถึง ๙๕ เปอร์เซนต์ในแผ่นดินของพ่อตากสิน การที่จะสำนึกในประกาศประเทศนี้เป็นประเทศที่มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ มีบ้างไหม น่าอายประเทศ ลาว เขมร มีบัญญัติในรัฐธรรมนูญของเขา ฝรั่งมังค่า ต่างเข้าใจว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธเป็นศูนย์การอารยธรรมตะวันออกด้านปัญญาทางพระพุทธศาสนาของโลก
    การที่จะมีบัญญัติเพื่อประกาศความสูงสุดแห่งปัญญาในแผ่นดินนี้ว่าแผ่นดินนี้เป็นแผ่นดินธรรม แผ่นดินที่มีพระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์ในอดีตจนปัจจุบัน ได้ให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
    ดังนั้นจะใส่ไปก็ไม่เสียหาย และไม่ทำให้เกิดความแตกแยก แต่กลับทำให้ทุกคนเข้าใจถูกว่า ทุกคนต้องร่วมกันพัฒนาแผ่นดินนี้ให้เป็นแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง
    ประเทศอิสลามเช่นมาเลเซียประกาศเป็นรัฐอิสลามในรัฐธรรมนูญ แล้วเราจะประกาศเป็นเมืองพุทธเพื่อให้โลกได้หันนำทำธรรมะมาเพื่อสันติแก้ปัญหาโลกไม่ได้หรือ มองแต่จะเห็นว่าแตกแยกมองตรงข้ามว่า
    ถ้าเมืองไทยมีการบัญญัติ ว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ จะได้ให้รัฐนำธรรมสู่ประชาชนและโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ เรามาร่วมกันนำธรรมสู่โลกเสียก่อน โลกจะร้อนด้วยอธรรม
    การเรียกร้องไม่ใช่กิจของใครทั้งนั้นแต่เป็นของทุกคนในแผ่นดินนี้ที่มีฐานะเป็นพุทธบริษัท ฉะนั้นจึงขอให้ทุกร่วมกันใช้สิทธิที่ชอบธรรมนี้จารึกไว้ในฐานะพุทธบริษัท

     
  2. bpitti

    April 18, 2007 at 9:43 pm

    จะยอมพลีชีพเป็นธรรมกุศลเหมาะสมตรงไหน?
    การเอาชีวิตเป็นข้อต่อรองในการเรียกร้อง เหมาะสมตรงไหน?
    คำสอนบทไหนแนะนำให้ทำแบบนี้?
    แล้วข่าวที่ออกไปสอนอะไรแก่คนทั้งชาติ?

    การอยากให้มีการเขียนเอาไว้รัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ข้าพเจ้าไม่ได้ขัดแย้งตรงจุดนั้น
    หากมองว่าการเขียนเป็นตัวหนังสืออย่างชัดเจนตัวอักษรเรียงตัวอักษรสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด ก็ทำการเรียกร้องได้ ไม่ว่าอะไร
    อยากจะบอกว่าตัวข้าพเจ้าเองแปลกใจด้วยซ้ำที่ต้องออกมาเรียกร้อง เพราะเข้าใจมาตลอดว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติอยู่แล้ว รวมถึงได้บรรจุในหลักสูตรจนถึงระดับมัธยมปลาย

    แต่ถามแก่ใจท่านเถิดว่าเหมาะสมหรือไม่ที่จะกดดันแบบนี้และ*ขู่แบบนี้*
    การจะให้ได้สิ่งใดมา ควรหักล้างกันด้วยเหตุผลและความเหมาะสม มิใช่หรือ?
    ข้าพเจ้าเข้าใจมาตลอดว่าพุทธศาสนาสอนให้คนดำรงชีวิตด้วยสติซึ่งจะนำไปสู่ปัญญา
    แบบนี้เรียกว่ากระทำด้วยสติและปัญญาหรือไม่?

    แล้วแบบนี้คนทั่วไปอยากเรียกร้องหรืออยากได้อะไรควรจะเอาแบบอย่างหรือ? เพราะพระท่านที่เรานับถือและฟังคำสั่งสอนได้ทำให้ดูเป็นตัวอย่างแล้ว
    สิ่งที่ออกมาสอนเด็กและเยาวชนในชาติว่าอะไร
    เป็นสิ่งที่ถูกต้องและ ขู่ว่าจะพลีชีพเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ อย่างนั้นหรือ?
    กรุณาอย่ามองข้ามตรงนี้ การจะกระทำอะไรที่มีผลกระทบในวงกว้าง ควรมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย จะมาอ้างว่าสิ่งนี้เป็นบุญเป็นกุศลถูกแล้วหรือ?

    เด็กและเยาวชนไม่มานั่งคิดว่าสิ่งที่ทำเพราะท่านมองว่าเป็นประโยชน์ต่อวงกว้างและเป็นธรรมกุศล
    เด็กจะจำได้แค่ว่าอยากได้อะไรก็ขู่ว่าจะฆ่าตัวตายเอา พระท่านยังทำเลย .. จะรอให้เกิดเหตุจริงๆจึงคิดได้อย่างนั้น?

    —————–
    ข้าพเจ้ามองไม่เห็นว่าการเขียนหรือไม่เขียนคำว่าศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ เป็นตัวขัดขวางการนำประเทศไปสู่แผ่นดินธรรมแผ่นดินทองตรงไหน
    อย่าลืมว่าประชาชนในชาติมีโอกาสได้เรียนศาสนาพุทธในโรงเรียนจนถึงระดับมัธยมปลาย สิ่งที่ควรคำนึงควบคู่ไปด้วยคือ”วิธีการเรียนการสอน”ศาสนาพุทธในห้องเรียนดีหรือไม่?

     
  3. เด็กวัด

    May 13, 2007 at 1:47 am

    ข้าพเจ้าอยากจะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติดังนี้ครับ
    ด้วยได้ติดตามความคิดความเห็นเกี่ยวกับการเรียกร้องเรื่องนี้ และได้คิด วิจารณญาณด้วยตนเอง จาก
    สติปัญญา และประสบการณ์ของตนเอง ข้าพเจ้าคิดว่า
    หากถ้าจะให้มีการบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติแล้วไซร้ ผมว่า น่าจะให้มีการชำระสะสางเกี่ยวกับวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์องคเจ้าเสียใหม่ เนื่องจากว่า ปัจจุบันนี้ การประพฤติปฏิบัตรของพระคุณเจ้าทั้งหลาย มีความย่อหย่อนในธรรมวินัยมาก ถึงแม้จะไม่ได้ทำผิดศีลข้อสำคัญในความเป็นบรรพชิต เช่น การไม่ได้เสพเมถุน การไม่ได้ฉันภัตตาหารในยามวิกาล ก็ตาม แต่พระคุณเจ้าทั้งหลายก็ยังประพฤติตนอย่างฆราวาสอยู่ เช่น มีการสะสมทรัพย์เงินทอง มีกุฏิใหญ่โตอย่างพระราชวัง มีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างกับเศรษฐ๊มีเงินทั่วไป ประกอบกิจที่เน้นแต่พิธีกรรมต่างและยึดติด เหมือนอย่างพราหมณ์
    อาทิแม้แต่ไปงานศพ แทนที่พระคุณเจ้าจะไปเพื่อให้ท่านมีโอกาสได้ปลงอสุภะ แต่ท่านก็ได้เป็นเพียงส่วนประกอบให้พิธีกรรมในการปลงศพเท่านั้น เสร็จกิจ ท่านก็รับซอง กลับไปจำวัตร เพื่อรอให้โยมไปนิมนต์ ฉัน แล้วก็รับซอง แล้วก็ให้พระ ดังวลีที่ว่า กิจของท่านก็ ฉัน และสวด และก็รับซองไม่ใช่งานสงฆ์ก็มาก เช่น การปลูกเสก การใบ้-เล่นหวยหรือการพนันต่างๆ
    ด้วยข้อปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องดังนี้ ทำให้พระพุทธศาสนายิ่งจะมัวหมองลงไปมาก เหตุใดพระคุณเจ้าจึงไม่ดำเนินรอยอย่าง พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต หลวงพ่อชา สุภัทโท หรือ ท่านหลวงพ่อพุทธทาสภิกขุ
    ที่ท่านได้ประพฤติปฏิบัติเป็นแบบอย่างที่ดีไว้แล้ว
    ด้วยเหตุนี้ ผมจึงคิดว่า ด้วยข้อปฏิบัติที่หย่อนยานในธรรมวินัยของพระคุณเจ้าทั้งหลายนี้เอง ที่ทำให้พระพุทธศาสนาขาดความเข้มแข็ง ขาดบุญพอที่ปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา มานานแล้ว
    ทำให้พลังในการขับเคลื่อนที่เรียกร้องให้มีการบัญญัติลงในกฎหมายสูงสุดของชาติ จึงไร้แรงที่จะสนับสนุนจากบุคคลที่เรียกว่ามีความรู้ หรือมีอำนาจ
    ก็ในเมื่ออำนาจทางคุณธรรมไม่ปรากฏ
    ผู้มีอำนาจทางโลกเขาจึงไม่นำพา

    ข้อเรียกร้องของผมจึงเป็นว่า ขอให้ท่านขรัว เถร เณร ชี
    ไปชำระวัตรปฏิบัตรกันใหม่เถอะครับ
    เมื่อนั้นศรัทธา ปัญญาของชนในชาติจะรุ่งเรืองครับ และบุญผลาอานิสงฆ์ที่เป็นจริงนี่แหล่ะครับ จะทำให้ชนชาวพุทธมีจิตใจที่จะสามัคคีกันให้บัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
    ถ้าข้อเสนอของข้าพเจ้า จะทำให้พระศาสนาอันเป็นที่พึ่งทางจิตทางใจของเราทุกท่าน
    เสื่อมสลาย หรือ ทำให้ศรัทธาเสื่อม ข้าพเจ้าก็ขออโหสิด้วย

    จากใจจริงของข้าพเจ้า

    เด็กวัด
    นายวิมลศักดิ์ ลุนลา
    ครูชำนาญการ โทร.0833744661

     

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: