RSS

เลียนแบบ หรือ ต่อยอด หรือ ลอก หรือ …

06 Mar

ก่อนนอนไปเห็นกระทู้หนึ่ง
ถึงคุณปลายตะวัน…กับเรื่องราวลอกๆ ของคุณ
เข้าไปอ่าน .. ก็ประมาณแฉเรื่องลอก ตอนเข้าไปยังไม่ค่อยมีใครมาตอบเลย
แต่ที่เราตกใจคือ เนื้อหานิยายสมัยนี้มันอีโรติกกันขนาดนี้แล้วเหรอ? แล้วถ้าเด็กมาอ่าน *0*

ตื่นมา คนมาตอบเยอะแล้วแต่คุณปลายฯยังใช้วิชานิ่งสยบเคลื่อนไหวอยู่
เรื่องลอกคงต้องพิสูจน์กันอีกมั้ง แล้วมันคงไม่หายไปง่ายๆ คือเดียวก็มีเคสใหม่

ที่เรามาแปะไว้ที่นี่เพราะข้างล่างนี้ตะหาก
จริงๆมันชวนสงสัยหน่อยๆว่าทำไมคุณคนนี้เขาตั้งหน้าตั้งตาเถียง
แต่เขาอาจจะแค่อยากลองแลกเปลี่ยนความคิดเฉยๆ ฯลฯ


คคห ที่เรายกมา .. เราคิดว่าเป็นตัวอย่างการเถียงที่เราเหมือนมีหลักการ
แต่เรารู้สึกว่าเขาเอามามั่วได้แบบมึนๆ อ่านแล้วชวนหงุดหงิดเล็กน้อย บางอันก็แบบแถไปถามได้ไง
อย่าง “รักนะเด็กโง่” คงมีคนเอาไปเขียนทางงานวิชาการหรอกนะ แต่ถ้ามีคนไปใช้ในนิยายแล้วมีคนลุกมาฟ้อง ก็คงสนุกดีเหมือนกัน
อย่างบริษัทยา .. อยากจะถามเหลือเกินว่า
ระหว่างบริษัท 3 บริษัทที่เขายกตัวอย่างมาน่ะ .. เวลามันห่างกันกี่ปี *ส่ายหน้า*

มีคนมาตอบหลายคนแต่ยังชี้ไม่ขาด
จนคนสุดท้ายตอบอย่างชัดเจน .. ปรบมือ ..
ดั่งเราจะ quote ต่อๆไปตามลำดับ

ความคิดเห็นที่ 42

ผมอ่านดูแล้ว ทั้งจากของคณปิงๆ และของคุณปลายตะวัน ยอมรับว่ามีส่วนคล้ายแต่ไม่เหมือนเสียทีเดียว ดังนันจึงไม่ใช่การลอก เพราะถ้าลอกต้องเหมือนกันทั้งดุ้น

แต่จะเป็นการดัดแปลงหรือปล่าว อันนี้เป็นประเด็นที่น่าจะพูดมากกว่าว่าเป็นการลอก การดัดแปลง ถ้าทำแค่เปลี่ยนแปลงแก้ไขเล็กๆน้อยๆ แบบนั้นส่อเจตนาว่าไม่ดี แต่การดัดแปลงที่แตกต่างไปจากเดิมมาก อันนี้สมควรจะตำหนิหรือไม่

ผมลองยกตัวอย่างเปรียบเทียบแล้วกัน สมมุติคุณไปดูหนังเรื่องหนึ่งแล้วเกิดความประทับใจ จนอยากจะเล่าเนื้อหาในหนังที่คุณไปดูมา โดยการเล่านั้นเป็นการถ่ายทอดออกมาจากความรู้สึกของคุณเอง แต่แน่ละ เนื้อหาที่คุณเล่าก็ต้องคล้ายคลึงกะหนังที่คุณดูมา อย่างงงี้คุณว่าคุณลอกหนังมาหรือปล่าว บางคนว่าลอก คือลอกไอเดีย แต่บางคนอาจไม่คิดว่าเป็นการลอก เพราะเขียนขึ้นมาจากความรู้สึกนึกคิดของคุณเอง(ผ่านกระบวนการคิดด้วยตัวเอง)

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ สมมุติคุณกำลังเขียนวิทยานิพนธ์ขึ้นมาสักฉบับหนึ่ง แน่ละคุณต้องค้นคว้ามาจากหนังสือหลายเล่ม หลังจากค้นคว้าแล้วคุณก็ต้องเอามาเขียน โดยการหล่อหลอมทุกสิ่งที่คุณค้นคว้ามาเป็นสำนวนการเขียนของคุณเอง แน่ละเนื้อหาที่คุณเขียนก็ต้องมีส่วนคล้ายกะหนังสือที่คุณค้นคว้ามา แต่ผ่านกระบวนการคิดต้นของคุณ อันไหนที่คุณยกมาทั้งดุ้นคุณก็ต้องทำเชิงอรรถว่ายกมาจากหนังสือเล่มใด แต่ถ้าเป็นข้อเขียนที่คุณคิดคุณเขียนขึ้นมาเองคุณก็ไม่ต้องอ้างอิง แต่บางครั้งสิ่งที่คุณคิดว่าคุณเขียนขึ้นมาเองอาจไปเหมือนกับของคนอื่นโดยคุณไม่รู้ อาจเนื่องจากคุณเคยอ่านมันมานานแล้ว แล้วความคิดนั้นมันประทับอยู่ในความคิดของคุณ แล้วคุณดึงมันออกมาใช้ โดยไม่รู้ อย่างงี้จะถือเป็นการลอกหรือไม่

ผมถึงได้บอกว่า การจะบอกว่าลอก หรือไม่ลอก มันอยู่ที่เจตนาของผู้เขียน และวิจารณญาณของผู้อ่านว่าคิดอย่างไร

ด้วยตวามเคารพ จากผู้อ่านท่านหนึ่ง

จากคุณ : ลูนาติก – [ 6 มี.ค. 50 09:35:51 ]

ก็มีคนมาบอกว่า .. ลอกนะ เขาคิดว่าลอกกัน .. ที่คุณเถียงมาน่ะ

แล้ว ..

ความคิดเห็นที่ 57

ถึงหนูโรสที่บอกว่า

อาจารย์คนหนึ่งของโรสที่เค้าเป็นชาวต่างชาติ เขาเคยบอกว่า ถ้าเราไปหยิบของคนอื่นมาโดยไม่มีการอ้างอิงว่ามาจากที่ไหน แม้จะเป็นประทับอยู่ในความคิด แต่ถ้าหากไม่ได้มาจากความคิดแบบ original ของคุณเอง อาจารย์โรสเขาก็บอกว่านั่นคือการลอกอยู่ดี

ใช่ครับถ้าเรารู้ว่าความคิดนั่นมาจากไหน ถ้าเราจะเอามาใช้ต้องขออนุญาตและเราต้องอ้างอิงถึงที่มา แต่ตรงนี้ผมหมายถึงความคิดที่ฝังลึกไปในจืตใจ จากประสบการณ์สั่งสมในอดีต ไม่ว่าจะเกิดจากบุคลที่ประทับใจ หนังที่ดู หรือหนังสือที่เราเคยอ่านมานานแล้ว เหล่านี้หล่อหลอมให้เกิดแนวความคิดจากเบ้าหลอมดังกล่าว ซึ่งบางครั้งเราก็ไม่อาจบอกได้ว่ามาจากไหน แต่มันประทับอยู่ในใจเรา จนบางครั้งเราเอามาใช้โดยไม่รู้ตัว เช่นประโยคเด็ดบางอย่าง เช่น

รักนะเด็กโง่

เป็นมากกว่าเพื่อน แต่ไม่ใช่แฟน

สองประโยคที่ผมยกมา ผมยอมรับครับว่าไม่ได้แต่งขึ้นเอง แต่ผมก็ไม่สามารถบอกได้ว่าต้นตอมาจากไหน แล้วถ้าผมเกิดหยิบยกเอาประโยคดังกล่าวมาใช้เนื่องจากความประทับใจ หรือความชอบ หยังงี้จะเรียกว่าลอกหรือไม่

คุณชาเขียวครับ ที่คุณบอกว่าลอก ผมเห็นด้วยครับ แต่ถามว่าเจตนาลอกหรือปล่าวเพราะผมบอกว่าสิ่งที่คุณคิดว่าคุณเขียนขึ้นมาเองอาจไปเหมือนกับของคนอื่นโดยคุณไม่รู้ ขอเน้นว่าไม่รู้ คือไม่เจตนา กับแบบที่ว่ารู้และเจตนา อันไหนควรถูกตำหนิมากกว่า ในกรณีที่ไม่รู้ แล้วมีคนมาชี้แจง เมื่อคนทำรับทราบแล้ว ได้ทำการขออภัย และแก้ไขสิ่งที่ผิดให้ถูกต้อง อย่างนี้คุณจะยอมให้อภัย หรือกลับซ้ำเติมครับ

คุณPackyOnlineครับ เห็นด้วยครับถ้าเรารู้ว่าเอามาจากไหน เราควรอ้างอิงถึงที่มา แต่ในกรณีที่เราไม่รู้ว่ามาจากไหนนี่ จะอ้างอิงยังไงละครับ

คุณ=p o o k p u i= กะคุณนาครียะครับ
ผมจะยกตัวอย่างการลอกหรือการดัดแปลง ที่ไม่ถูกฟ้องร้อง และเกี่ยวพันกะธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาลมากกว่าธุรกิจสิ่งพิมพ์ให้ดูสักสองตัวอย่าง

สิ่งนั้นคือธุรกิจยา มีบริษัทนึงคิดและผลิตยาขึ้นมาตัวนึงซึ่งใช้มานานล้ว และได้ผลดี แต่การดูดซึมยาเข้ากระแสเลือดยังไม่ดี จึงมีบริษัทนึงเอายาตัวนั้นไปดัดแปลงแก้ไข โดยการเปลี่ยนไซด์เชนของสูตรเคมีของยาด้วยสารตัวนึงแล้วทำให้มันดูดซึมได้ดีขึ้น แต่ยาตัวใหม่นี้ยังมีปัญหาเรื่องผลข้างเคียงยังมาก จึงมีอีกบริษัทนึงเอายาตัวนั้นมาดัดแปลง โดบเปลี่ยนไซด์เชนเป็นสารตัวใหม่ ปรากฎว่าผลข้างเคียงลดลง ทั้งสามบริษัทต่างก็จดทะเบียนยาที่ตัวเองคิดขึ้น บริษัทแรกคิดขึ้นมาเอง บริษัทที่สอง เอาผลงานของบริษัทแรกมาดัดแปลงแก้ไข ทำให้มันดีขึ้น เช่นเดียวกะบริษัทที่สามก็ได้ทำการดัดแปลงแก้ไขเหมือนกัน แต่ไม่เห็นบริษัททั้งสามฟ้องร้องกันเลย อันนีเพราะเขาดูที่เจตนาครับ ถ้าสิ่งที่ทำเป็นการทำเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีกว่า และต้องใช้ความคิดค้นคว้าขึ้น เขาก็ไม่ถือเว่าป็นการลอกเลียน เพราะถ้าเขาคิดยังงั้น คงมีการฟ้องร้องกันน่าดู

อีกตัวอย่างนึงก็เรื่องรถครับ รถยนต์รุ่นแรกๆ คุณก็รู้ว่าสมรรถภาพเป็นยังไง ตอนหลังๆก็มีคนเอาแนวความคิดจากรถรุ่นแรกๆมาดัดแปลงแก้ไข จนกระทั่งปัจจุบันมีรถยี่ห้อต่างๆออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเบนซ์ เป็นฟอร์ด เป็นบีเอ็ม เป็นโตโยต้า หรือฮอนด้า เหล่านี้ก็เป็นการลอกเลีอนดัดแปลงมาจากรถต้นแบบทั้งสิ้น แต่ไม่เห็นมีใครตำหนิหรือว่ากล่าวการกระทำดังกล่าวแต่อย่างใด

ผมถึงได้บอกไงครับ ว่าให้ดูที่เจตนา และใข้วิจารณญาณก่อนจะตัดสินใจว่าลอกหรือไม่ลอก

ด้วยความขอบคุณอีกครั้งครับ จากผู้อ่านคนเดิม

จากคุณ : ลูนาติก – [ 6 มี.ค. 50 14:59:09 ]

ความคิดเห็นที่ 59

ว่าจะไม่ตอบอีกแต่ก็อดไม่ได้ครับ

เรียนคุณ ลูนาติก ครับ ลองอ่าน คห.2 กับคห.3 ดีๆ ซิครับว่าการดำเนินเรื่อง ฉาก หรือพฤติกรรมตัวละครเป็นอย่างไร ก็อย่างที่ผมบอกวไตอนแรกว่าเป็นการ “ดัดแปลง แก้ไข ส่วนหนึ่งส่วนใด” ในบางฉากบางตอนเท่านั้น

ถ้าอย่างที่อ่านผ่านๆ มาหลายคน โดยเฉพาะ ที่คุณเขียนว่า “ใช่ครับถ้าเรารู้ว่าความคิดนั่นมาจากไหน ถ้าเราจะเอามาใช้ต้องขออนุญาตและเราต้องอ้างอิงถึงที่มา แต่ตรงนี้ผมหมายถึงความคิดที่ฝังลึกไปในจืตใจ จากประสบการณ์สั่งสมในอดีต ไม่ว่าจะเกิดจากบุคลที่ประทับใจ หนังที่ดู หรือหนังสือที่เราเคยอ่านมานานแล้ว เหล่านี้หล่อหลอมให้เกิดแนวความคิดจากเบ้าหลอมดังกล่าว ซึ่งบางครั้งเราก็ไม่อาจบอกได้ว่ามาจากไหน แต่มันประทับอยู่ในใจเรา จนบางครั้งเราเอามาใช้โดยไม่รู้ตัว เช่นประโยคเด็ดบางอย่าง เช่น

รักนะเด็กโง่

เป็นมากกว่าเพื่อน แต่ไม่ใช่แฟน”

นันผมว่ามันเป็นเหตุผลที่อ่อนนะครับ ไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไร ผมเคยเจอเหตุผลประมาณนี้จากอาจารย์คนหนึ่งเกี่ยวกับการลอกงานของคนคนหนึ่งในเว็บใต้ฝุ่น ก็พาลให้รู้สึกแย่ๆ

ปล.อ้อที่คุณยกตัวอย่างเกี่ยวกับยาและรถนั้น ผมคิดว่ามันเป็นการ “ต่อยอด” มากกว่าลอกเลียนนะครับ

จากคุณ : สยามวรรณกรรม – [ 6 มี.ค. 50 15:27:52 ]

ความคิดเห็นที่ 60

ไม่เคยอ่านนิยายแต่ขอ ตอบคุณลูนาติก เพราะมีปัญหากับวิทยานิพนธ์อยู่

ถามจริงๆนะ วิทยานิพนธ์ ถ้าคุณลอกเค้ามาแล้วอ้างว่าคุณไม่รู้ หรือ คุณไม่รู้ว่าลอกเค้าแต่มีมาก่อน คุณจะอ้างกับคณบดีอย่างไรครับ แต่ที่แน่ๆ วิทยานิพนธ์คุณโดนตีกลับโดยไม่ต้องไต่สวน ชัวร์ ครับ อย่างน้อยก็เป็นผลงานที่มีคนทำมาแล้ว

เรื่องยา เรื่องการค้นคว้า ถ้านำมาต่อยอด แต่มีการบอกกล่าวกันก่อน ก็ไม่เป็นไร ส่วนการจดทะเบียน ใครจดก่อนก็เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ไปครับ ผมจำได้ว่า ยามีกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองลิขสิทธิ์นี่ครับ ว่าบริษัทอื่นห้ามลอกเลียนแบบ หรือทำอะไรใกล้เคียงกัน หลายปีครับ ใครออกมาฟันธงว่าลอกสถานเดียว ไม่ไต่สวนครับ

ส่วนเรื่องรถยนต์ ไม่เถียงครับ เพราะผมไม่แก่ขนาดที่จะรู้เรื่องว่าใครลอกใคร แต่ที่แน่ๆ เบนซ์กับโฟล์ด (เต่า) ผลิตออกมาพร้อมกันครับ แล้วขายลิขสิทธิ์ให้ญี่ปุ่น ไม่แน่ใจว่าใคร แต่ถ้าใช้ข้ออ้างนี้นะครับ คุณลูนาติกอย่าลืมนะครับ ดินสอ ปากกา ยางลบ หรือแม้แต่เสื้อผ้าที่คุณใส่อยู่น่ะ อาจจะไปลอกเขามาหมดก้อได้ครับ

จากคุณ : k9advance – [ 6 มี.ค. 50 15:28:06 ]

ความคิดเห็นที่ 61

ผมว่าประเด็นมันไม่เหมือนกันนะครับ การที่เราเอางานของคนอื่นมาเป็นแรงบันดาลใจ เพื่อที่จะพัฒนาดัดแปลงให้ได้สิ่งที่ดีขึ้น อย่างที่คุณลูนาติกยกตัวอย่างทั้งเรื่องยา และรถ ของเหล่านี้ถือว่าเป็นการต่อยอดทางความคิด เป็นการนำเอาสิ่งที่มีอยู่แล้วและมาดัดแปลงให้ได้สิ่งที่ดีขึ้น

แต่สำหรับงานเขียน อย่างที่หลายๆท่านได้ออกมาพูดนั่นแหละครับ หากเราชอบงานเขียนของผู้แต่งท่านใดท่านหนึ่ง จะหยิบยกเอาประเด็นหรือจุดที่น่าสนใจมาใส่ไว้ในเรื่องของเราบ้าง โดยที่มิได้เป็นการลอกเลียน หรือยึดเอาแนวทางนั้นๆมาดัดแปลงให้เป็นของตน ผมว่าพอจะยอมรับได้

หลายๆงานเขียนในถนนนักเขียนนี่ผมว่าถ้าหากไปอ่านดูจะเจอเรื่องหลายๆเรื่องที่ท่านนักแต่งแต่ละท่านได้หยิบยืมเอาบุคลิกตัวละคร หรือพล๊อตรวมบางพล๊อตมาจากงานเขียนอื่นๆ แต่ส่วนใหญ่ท่านเอามาเขียนเป็นแนวทางของตัวท่านเองโดยที่มิได้เหมือนกับต้นฉบับดั้งเดิมเลยนี่จึงจะเรียกว่าหยิบยืมมาโดยความชอบ สำหรับการยกเอาคำพูดบางคำที่ผู้คนคุ้นเคยอยู่แล้ว ในที่สาธารณะอันนี้คงยกประโยชน์ให้กับผู้นำมาใช้ เพราะมันเป็นคำพูดที่ผ่านหูและผ่านปาก แต่ถ้าหากเป็นคำพูด วลี ประโยคที่เป็นลักษณะเฉพาะก็ควรจะหาทางหลีกเลี่ยง หรือ ใช้คำพูดอื่นจะดีกว่า

แต่ถ้าหากว่าผู้เขียนท่านใดได้ไปหยิบยกโครงเรื่อง ความคิด คำพูด ของท่านอื่นมาโดยไม่มีการให้เครดิตหรือขออณุญาติ ยังไงก็ถือว่าเป็นการลอกเลียนนะครับ

ปล.ผมไม่ได้ว่าคุณปลายฯลอกเลียนงานของท่านอื่น สิ่งที่ผมต้องการพูดคือ ทำไมเดี๋ยวนี้ถึงได้เห็นกระทู้แบบนี้มากมาย และขนาดผมไม่ได้เป็นผู้แต่ง ผมยังรู้สึกว่าทำไมถึงต้องเอามาลอกเลียน มาดัดแปลงด้วย แล้วทำไมผู้แต่งจะรู้สึกไม่ได้ละครับ….

แก้ไขเมื่อ 06 มี.ค. 50 15:36:22

แก้ไขเมื่อ 06 มี.ค. 50 15:34:21

จากคุณ : นาครียะ – [ 6 มี.ค. 50 15:31:07 ]

ความคิดเห็นที่ 62

น่านนะสิครับ จะเรียกว่าเป็นการดัดแปลง หรือเรียกการดัดแปลงบางอย่างว่าเป็นการต่อยอดมันขึ้นกะวิจารณญาณจริงๆ

นานาจิตตัง เหอๆ

ไว้รอคุณปลายมาชี้แจงแล้วกัน ผมคงมีความเห็นเพียงเท่านี้ สวัสดีครับ

เมื่อไหร่เราจะ set argument ได้แบบไม่หลงทางไปกับคนที่เรากำลังถกเถียงอยู่ .. บ้างนะ

ความคิดเห็นที่ 64

คุณลูนาติกคะ
เรื่องยาเนี่ย มันเป็นสิ่งประดิษฐ์ คนละเรื่องกับลิขสิทธิ์ในงานเขียน
และความคุ้มครองก็มีลักษณะต่างกัน
ความคุ้มครองในตัวยา (สิ่งประดิษฐ์) เค้าเรียกสิทธิบัตร (patent) อ่ะค่ะ
ซึ่งต้องมีการจดสิทธิบัตร จึงจะเกิดการคุ้มครองตามกฎหมาย
อายุคุ้มครองนั้นมีอยู่นะคะ ไม่ใช่ไม่มี ไม่ใช่แค่บอกกันแล้วจะเอาไปทำได้ ฟ้องกันตายเลย 555
แต่อายุคุ้มครองจะมีอยู่ 20 ปี (มาตรฐานทั่วโลก รวมถึงของไทย)
และในกรณีของยาเนี่ย พอหมดอายุคุ้มครอง
บริษัทอื่นก็วิ่งกันฝุ่นตลบ เอามาผลิตเลียนแบบ 555

เขาจะเรียกว่า generic drugs
ซึ่งคนอื่นเอามาผลิตขายแล้วก็วิจัยต่อได้ค่ะ
แต่ราคาก็จะถูกกว่ามาก เพราะไม่เสียค่าวิจัยและพัฒนาอย่างบริษัทแรกที่เป็นคนคิด

แต่การคุ้มครองสิทธิในงานเขียน เราเรียกว่าลิขสิทธิ์ (copyright)
ซึ่งไม่ต้องจด เกิดขึ้นมีอยู่โดยอัตโนมัติเมื่อผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ออกมา
อายุคุ้มครองก็จะค่อนข้างยาว ยกตัวอย่าง เช่นว่าห้าสิบปีหลังจากเจ้าของงานเขียนเสียชีวิต
อายุถึงจะขาดเป็นต้น
เพื่อคุณูปการแก่โลกศิลปะอีกเหมือนกัน แต่อายุคุ้มครองยาวกว่าสิทธิบัตรมากๆๆ

สรุปว่าลักษณะการคุ้มครองหลายๆ ด้านแตกต่างกันค่ะ
สิทธิบัตรกับลิขสิทธิ์เป็นคนละเรื่องนะคะ คนเข้าใจผิดกันเยอะเหมือนกัน

เจอคำว่า “ต่อยอด” ^^”
ไม่ได้แปลว่าไม่ผิดนะคะ
แต่ในทางกฎหมายก็คงต้องมาชั่งน้ำหนักดู originality น่ะค่ะ
เช่นว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงจนทำให้มีความเป็น “ของตัวเอง” ในอัตราที่สูง
หรืออีกนัยหนึ่ง เอาชาวบ้านเขามาหน่อยหนึ่ง สร้างของตัวเองมากๆ นี่ก็ไม่ผิด
ยกตัวอย่าง โรมิโอจูเลียตอยู่ในใจคุณบอยถกลเกียรติ
คุณบอยก็เลยเอามาสร้างเรื่องรักในรอยแค้น…จะเห็นได้ว่านอกจากพ่อแม่ทะเลาะกัน
อย่างอื่นคุณบอยได้สร้างเนื้อหาโครงเรื่องออกมาไม่เหมือนโรมิโอจูเลียตเลย
อย่างนี้ ใครๆ ก็คงจะเห็นว่าไม่ผิด

แต่ไอ้ประเภทหยิบมาดัดแปลงอย่างกระทู้นี้เนี่ย โครงเดิมมาเห็นเป็นตัวเป็นเนื้อ
เหมือนอิ๊บอีกตะหากเนี่ย…

คือคำว่าต่อยอด มันเป็นคำที่ดูดี ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ในความหมายเชิงบวก
เช่นการถกเถียงเป็นการต่อยอดความคิด เป็นต้น
ถ้าจะเอามาใช้ในความหมายของการลอก ก๊อป ดัดแปลงว่าเป็นการต่อยอด
สำหรับเรามันเป็นการใช้คำเชิงบวกในบริบทเชิงลบ ซึ่งออกจะไม่ถูกที่ถูกทาง

ละเมิดลิขสิทธิ์ อย่างไรก็เป็นละเมิดลิขสิทธิ์
จะเรียกว่าดัดแปลง ต่อยอด หรือลอกอิ๊บอ๋ายเลยเว้ย ก๊อป ctrl+paste หรือแรงบันดาลใจ
ถ้าเลเว่วเข้าข่าย มันก็ละเมิดลิขสิทธิ์น่ะค่ะ
เป็นความผิดอาญา มีโทษจำคุกด้วย

ถ้าในความรู้สึกของคุณ ตัวอย่างที่ยกในกระทู้นี้นี้เป็นการต่อยอด
ก็เป็นการต่อยอดที่มีโทษจำคุกค่ะ
แต่ถ้าคุณพูดถึงกรณีทั่วๆ ไป ก็ต้องดูเป็นกรณีๆ ซึ่งอาจจะผ่าน หรือไม่ผ่านเกณฑ์ originality
แล้วแต่กรณีไปอ่ะค่ะ

ขอโทษถ้าจะตอบแรงไปบ้าง
แต่ไม่ค่อยจะมีน้ำใจให้กับคนที่ทำผิดในเรื่องนี้
และถ้าจะเป็นกระทู้ที่วิเคราะห์วิจารณ์ในเชิงวรรณกรรมถึง “ระดับ”
ว่าแค่ไหนถึงจะถือว่ามี originality ก็เป็นเรื่องที่น่าคุยนะคะ
แต่ถ้าจะมาคุยในกระทู้ที่คุยกันถึงเรื่องลอกๆ และค่อนข้างจะเห็นว่าลอก
แต่บอกว่าดัดแปลงลักษณะนี้ไม่น่าจะเป็นลอก เราติดจะไม่เห็นด้วยมากๆ
ถ้าจำกัดความคำว่าลอกไว้ว่าต้องเหมือนทุกคำ
ดัดแปลงได้ ต่างไปนิดหน่อยก็ได้แล้ว

บางคนอาจจะสงสาร เห็นใจไปทางฝั่งนักดัดแปลง นักลอก
แต่ใจเราสงสารเจ้าของงานค่ะ สงสารกว่ามากๆ

จากคุณ : =p o o k p u i= – [ 6 มี.ค. 50 17:19:16 ]

ถ้าคุณลูนาติกมาุถกเถียงไรอีก[ที่เป็นตัวอย่างที่เราสนใจ] .. เราจะเอามาแปะอีก .. อิอิ

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: