RSS

30บาท ..

04 Feb

อ่านแล้วเครียด … ไม่ได้เครียดเนื้อหาหรอกนะ
เครียดคนที่มาป่วนนี่แหละ

สิ่งดีๆ ที่ได้จากรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่ต้องชมเชย
Note: ใครที่เข้าไปอ่าน อย่าแปลกใจว่าทำไมคนตอบพูดไปในประเด็นที่ไม่ตรงเสียทีเดียวกับสิ่งที่จขกทตั้งไว้ .. กระทู้มันกลายพันธุ์ตั้งแต่ คคห. 3 ที่หายไปนั่นแหละ (ไม่ทันอ่านเหมือนกัน .. แต่เขาก็กลับมาโพสเลยรู้ว่าเกิดไรขึ้นแบบคร่าวๆ)

ยังไงก็ขอทยอยเก็บส่วนที่เราคิดว่าเป็นประโยชน์ไว้แล้วกัน

สิ่งดีๆ ที่ได้จากรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่ต้องชมเชย

ปิศาจข้ามชาติสูบชีวิตคนจน

ปี 2550 นับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ต้องบันทึกไว้เพราะเป็นครั้งแรกที่กระทรวงสาธารณสุขไทยใช้ “มาตรการบังคับใช้สิทธิโดยรัฐ” ได้เป็นผลสำเร็จ เพื่อเป็นช่องทางผลิต “ยาติดสิทธิบัตร” ราคาแพงถึง 3 ชนิด ทำให้ได้ยาที่ราคาถูกลงหลายเท่าตัว ซึ่งนั่นหมายถึงผู้ป่วยโดยเฉพาะ “โรคเอดส์-โรคหัวใจ” จะได้เข้าถึงยามากขึ้นเช่นเดียวกัน แม้จะมีแรงเสียดทานพอสมควรจาก “บริษัทยาข้ามชาติ”!!!
การประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิหรือ Compulsory Licensing เพื่อนำเข้าและผลิตยาที่ติดสิทธิบัตรของรัฐบาลไทย ได้รับเสียงชื่นชมทั้งในระดับนานาชาติและในประเทศ ขณะเดียวกันก็ท้าทายบริษัทยาข้ามชาติแบบ “ขัดขา” กันจนล้มคว่ำด้วยเช่นกัน!!!
หากย้อนกลับไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ปลายปี 2542 ที่ “เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี” ได้เคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ เพื่อผลิตยาต้านไวรัสที่ติดสิทธิบัตรและมีการผูกขาดราคาในตลาด ทำให้ยาแพงจนผู้มีเชื้อเอชไอวีไม่สามารถเข้าถึงได้ แต่รัฐบาลขณะนั้นกลับไม่สนใจและไม่กล้าใช้ เนื่องจากถูกกดดันจากอเมริกาที่ถูกล๊อบบี้จากล๊อบบี้ยีสที่ว่าจ้างโดยบริษัทยา โดยขู่ว่าจะยกเลิกการลดอัตราภาษีการนำเข้าสินค้าจากไทยภายใต้ระบบการให้สิทธิพิเศษทางการค้า(จีเอสพี) แม้มาตรการดังกล่าวจะเป็นที่ยอมรับร่วมกันในองค์การการค้าโลก(WTO) ว่า สามารถทำได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่ที่สุดรัฐบาลไทยก็ไม่กล้าพอที่จะใช้มาตรการดังกล่าว จนผู้ป่วยไม่ได้รับยาและเสียชีวิตไปจำนวนมาก
ล่าสุดรัฐบาลชุดปัจจุบันได้ประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ ตามสิทธิบัตรด้านยาและเวช ภัณฑ์ รวม 3 ฉบับ เนื้อหาหลักๆ คือ เพื่อนำเข้า “ยาต้านไวรัสเอฟฟาไวเร็นซ์” จากต่างประเทศที่มีรา คาถูกกว่าที่ขายในประเทศ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2549 และตามมาด้วยการประกาศใช้สิทธิเพื่อนำ เข้ายาอีก 2 ชนิด คือ “ยาต้านไวรัสเอชไอวี” ภายใต้ชื่อทางการค้าว่า “คาเล๊ตตร้า” ที่มีราคาสูงถึง 12,000 บาทต่อเดือน แต่สามารถนำเข้าจากอินเดียได้ในราคาเพียง 4,000 บาทต่อเดือน ส่วนยาอีกตัว คือ “ยารักษาโรคหัวใจ” ชื่อการค้าว่า “พลาวิกซ์” ที่ขายในประเทศไทยราคาต่อเม็ดกว่า 75 บาท แต่เราสามารถนำเข้าจากอินเดียเพียง 6-12 บาทต่อเม็ดเท่านั้น ซึ่งราคาดังกล่าวจะทำให้มีผู้ป่วยจำนวนมากเข้าถึงยาโดยเฉพาะใน “ระบบหลักประกันสุขภาพ”…..ประกาศดังกล่าวนอกจากจะเป็นหมุดหมายที่สำคัญแล้ว ยังถือเป็นก้าวแรกของการประกาศ “อิสรภาพทางยา” ของไทย!!! อย่างไรก็ดี มีคำถามตามมาว่า “ทำไมถึงต้องเรียกร้องให้มีการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ”???
คำตอบก็คือเพราะ “ยา” ถือเป็นสินค้าอย่างหนึ่งที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้ระบบทรัพย์สินทางปัญญา โดยการอนุญาตให้มีการถือสิทธิการเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์นั้นๆได้ในระยะเวลาที่กำหนด หากแต่ยารักษาโรคมีความต่างไปจากสินค้าอื่น เพราะเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษย์ แต่ที่ผ่านมา “บริษัทยาข้ามชาติ” ต่างใช้ช่องว่างของ “กฎหมายสิทธิบัตร” ทำการผูกขาดราคาและตลาดยา ทำให้ไม่เกิดการแข่งขัน จนส่งผลให้มีเพียงบริษัทเจ้าของสิทธิบัตรมีสิทธิเพียงเจ้าเดียว…..ปัญหาจะไม่เกิดถ้าบริษัทยาข้ามชาติเหล่านั้นจะไม่ “โลภ” มาก ตั้งราคาจำหน่ายแพงลิ่ว “โก่งราคา” จนทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถซื้อยา ระบบบริการสาธารณสุขไม่มียาเพียงพอต่อคนไข้ ทำให้มีคนต้องเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก
ปัจจุบันธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ถือว่าทำกำไรติดอันดับท็อปของโลก คือ “อุตสาหกรรมการผลิตยา” ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเจ้าของอุตสาหกรรมเหล่านั้นต่างอยู่ในประเทศร่ำรวยแทบทั้งสิ้น แต่บริษัทยากลับอ้างเสมอว่าสาเหตุที่ “ยาแพง” เนื่องจากบริษัทต้องลงทุนในการวิจัยและค้นคว้าตัวยาใหม่ๆ…..ข้ออ้างดังกล่าวตรงกันข้ามกับงานวิจัยหลายชิ้นที่เปิดโปงข้อมูลว่า มีเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีการวิจัยยาใหม่โดยบริษัทยา แต่การวิจัยยาใหม่กลับเป็นผลงานของนักวิชาการ นักวิจัยตามสถาบันของรัฐ ซึ่งใช้เงินรัฐและภาษีประชาชนในการทำวิจัย ทำให้การอ้างถึงต้นทุนการวิจัยและการผลิตยาของบริษัทยา เป็นเพียงการกล่าวอ้างที่มีข้อเท็จจริงบางส่วนเท่านั้น

ที่ผ่านมาไม่เคยมีบริษัทยาบริษัทใด นำตัวเลขต้นทุนการวิจัยและผลิตยาออกมาพิสูจน์ให้เห็น แต่ในงานวิจัยหลายชิ้นกลับพบว่าบริษัทยาทุ่มเงินเป็นจำนวนมากกว่า 60% ของต้นทุนการผลิต ในการโฆษณาและเป็น “ค่าคอมมิชชั่น” ให้กับโรงพยาบาลและแพทย์เพื่อทำตลาดยาตัวใหม่ การกล่าวอ้างเรื่องต้นทุนการวิจัยยาใหม่ถือเป็นการ “โกหก” คำโตที่บริษัทยามักนำมากล่าวอ้างเสมอ เมื่อถูกตั้งคำถามต่อราคายาที่แพงเกินจริง!!!
ความจริงอันโหดร้ายของการที่ผู้คนในประเทศยากจนเข้าไม่ถึงการรักษา ไม่สามารถมียาที่มีประสิทธิภาพที่จะใช้ในการรักษาอันเนื่องมาจาก “การค้าเสรี” และ “การผูกขาดผ่านระบบสิทธิบัตร” ทำให้มีการรณรงค์เพื่อเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยในการประชุม “ทริปส์ เคาน์ซิล”(TRIPs Counsil) ภายใต้องค์การการค้าโลก ประเทศกำลังพัฒนาร่วมกันเสนอให้ทบทวน “ข้อตกลงทริปส์” โดยเฉพาะในส่วนที่กระทบกับสุขภาพของประชาชน และได้มีคำประกาศ “ปฏิญญาโดฮา” ว่าด้วยความตกลงทริปส์และการสาธารณสุข ซึ่งมีสาระสำคัญว่า…..
“การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญามิได้กีดขวางประเทศสมาชิกในการใช้มาตรการต่างๆ เพื่อปกป้องสาธารณสุขของประเทศ ความตกลงทริปส์อนุญาตให้ประเทศสมาชิกใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ(Compulsory licensing) ภายใต้เหตุผลที่ประเทศสมาชิกเป็นผู้กำหนด ปฏิญญาโดฮา ยังได้เล็ง เห็นความจำเป็นในการช่วยเหลือประเทศที่ขาดศักยภาพการผลิตยา และกำหนดให้คณะมนตรีทริปส์ กำหนดแนวทางแก้ปัญหานี้ ซึ่งคณะมนตรีทริปส์ได้เสนอให้มีการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิเพื่อส่ง ออกผลิตภัณฑ์ยาไปยังประเทศที่ไม่มีศักยภาพการผลิต”
แม้ประเทศกำลังพัฒนาจะไม่ค่อยได้ใช้มาตรการดังกล่าว แต่กลับปรากฏว่าประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศได้ใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิอย่างกว้างขวาง โดยใช้เพื่อป้องกันการผูกขาดตลาด ส่งเสริมการแข่งขันและเพื่อปกป้องสาธารณสุขของประเทศ ดังเช่นการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิโดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกากับสิทธิบัตรยา “Cipro” เพื่อป้องกันโรคแอนแทรกซ์ หลังเหตุการณ์ 11 กันยา ยน 2544 หรือการบังคับใช้สิทธิกับลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟต์เพื่อแก้ปัญหาผูกขาด
ประเทศแคนาดาเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิมากที่สุด โดยเฉพาะในช่วงปี 2506 ถึง 2530 มีการบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตรยากว่า 100 ฉบับส่งผลให้แคนาดาเป็นประเทศที่มีราคายาถูกที่สุดในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม…..ประเทศอังกฤษก็ใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิหลายครั้ง ดังเช่นการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิโดยสถาบันสาธารณสุขแห่งชาติ (NHS) เพื่อผลิตยา “Librium” และ “Valium” แจกจ่ายให้สถานพยาบาลของรัฐ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากบริษัทยาเจ้าของสิทธิบัตรก่อน
การประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิของ “รัฐบาลไทย” เพื่อนำเข้า “ยาต้านไวรัสเอชไอวี” และ “ยารักษาโรคหัวใจ” จากอินเดีย ที่ถือเป็นยาจำเป็นต่อชีวิตคนไทยกว่าล้านคน จึงเป็นก้าวสำคัญต่อการ “ปลดแอก” ตัวเองจากระบบทรัพย์สินทางปัญญาที่ไม่เป็นธรรม และการใช้สิทธิดังกล่าวถือว่ามีความชอบธรรมเป็นอย่างยิ่ง
การตัดสินใจของกระทรวงสาธารณสุขไทยในการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ จึงมิใช่เพียงการแสดงจุดยืนที่กล้าหาญในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการสะกิดเตือนไปยังบริษัทยาข้ามชาติว่า…..
ไทยจะไม่เปิดโอกาสให้บริษัทเหล่านั้นเข้ามาผูกขาดตลาดแบบไม่เป็นธรรมอีกต่อไป…..
รวมทั้งเป็นการประกาศไปทั่วโลกให้เห็นถึงความเป็นอิสระ ไม่ยึดติดกับตัวเลขเศรษฐกิจจนละเลยชีวิตของประชาชน!!!

แนวหน้า 1 ก.พ.50
http://www.naewna.com/news.asp?ID=46312#news

จากคุณ : redem – [ 1 ก.พ. 50 12:28:58 ]

ความคิดเห็นที่ 8

ถ้าอยู่ในระบบสาธารณสุขจริง ได้รู้ระบบจริง จะรู้ครับ

ว่าไอ้นโยบาย 30 บาทเนี่ย ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย

ไม่ได้คุณภาพ เพราะไม่มีต้นทุนที่จะใช้

เกาะเงินประเทศอย่างเดียว คนมีเงินพอจ่ายได้บ้าง ก็ไม่จ่าย

แล้ว 30 บาทจริงๆ มีสองระบบนะครับ คือไม่จ่ายเงินเลย กับจ่าย 30 บาท

โปรดทราบไว้ด้วยครับว่า คนที่ใช้สิทธิไม่ต้องจ่ายเลยเนี่ย เป็นหลายล้านคนครับ

ผู้สูงอายุ กับเด็กต่ำกว่า 12 ก็ไม่ต้องจ่ายแล้วครับ

ที่เหลือคือผู้ด้อยโอกาส

ดังนั้น ยกเลิกไป ก็ไม่ได้มีผลแตกต่างครับ รัฐบาลเ่ก่าเองก็จะยกเลิกเหมือนกัน

อ้อ บอกไว้อย่างนะครับ ความคิด 30 บาทเนี่ย ไม่ได้เป็นของหมอสุรพงษ์ครับ จำไว้ด้วย

ว่างๆ ก็กลับไปห้องราชดำเนินนะครับ

แล้วถ้าเป็นลูกหมอจริง ก็บอกด้วยละกันครับ ว่าหมอที่ไหน ผมจะได้ตามไปดูหน้าถูก

จากคุณ : Epinephrine – [ 1 ก.พ. 50 23:52:50 ]

ความคิดเห็นที่ 39

ความจริงในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าคือ

โครงการ 30 บาท เดิม
ประชาชนจำนวนมาก ๆๆๆๆ ไม่เคยได้เสียตังค์เลย เพราะรักษาฟรีแต่แรก

นั่นคือบัตรทอง แบบมี ท (ไทยรักไทย) นำหน้า
เกือบจะเรียกได้ว่าจำนวนมาใช้บริการใกล้เคียงกับคนที่ต้องเสีย 30 บาท ทีเดียว
เพราะคนแก่และเด็กป่วยบ่อย ไม่ต้องเสียเงินเลยครับ

เรื่องบัญชีเป็นอันตกไปแน่นอน ถ้าคุณลูกหมออยากปั่นกระทู้ต่อต้องยิงประเด็นให้ตกให้ได้ก่อน

สองประเด็นเรื่องคลีนิค โรงพบาบาลเอกชนเงียบเหงา ก็ยังหน้าตายได้เหมือนเดิม

เพราะปัญหาตอนนี้ คือ แพทย์สมองไหล ลาออกไปทำเอกชน หรือเปิดคลีนิคส่วนตัว เพราะภาระงานที่เพิ่มขึ้น

อัตราการเติบโตของโรงพยาบาลเอกชนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
ประชาชนจำนวนไม่น้อย ไม่วางใจการรักษาในโครงการ

เพราะ ฟรี ไม่ใช่ความต้องการอับดับหนึ่งในการเรียกใช้การรักษาพยาบาล

ตอนนี้โรงพยาบาลทั่วประเทศก็ขาดทุนกันถ้วนหน้า ใช้นโยบาย ไม่หนี ไม่มี ไม่จ่าย

จากคุณ : ZtahC – [ 2 ก.พ. 50 15:28:35 ]

ความคิดเห็นที่ 43
ไอ้เรื่อง ค่าหัว แบ่งเค้ก ความจริง เงินยังไม่มาเลย ไปซะแล้ว

เรื่องหักเงินไปเยอะแยะนี่ คือ สปสช. ที่มีมาตั้งแต่สมัยทักษิณนี่แหละ หักเป็นค่าดำเนินการตั้งแต่ต้น
เป็นมาตั้งแต่แรกแล้ว อยากด่า ก็ต้องเวียนไปด่าตั้งแต่รัฐบาลทักษิณด้วยเลยละกัน

เรื่อง สปสช. ใช้เงินฟุ่มเฟือย ไม่คุ้มค่า เป็นประเด็นอยู่ ไม่รู้แก้ปัญหาหรือยัง

เข้าเรื่องบริษัทยาข้ามชาติ ความจริง โครงการหลักประกันสุขภาพทั่วหน้า
สามารถทำให้คนไทยใช้ยาได้เหมาะสม ตามความจำเป็น ไม่ฟุ่มเฟือย

แต่ถ้าเกิดโครงการเป็นง่อย เอกชนเฟื่องฟูขึ้นเรื่อยๆ ก็มีแต่เปิดโอกาส ให้ยาแพง ๆ ยาใหม่ทดลองใช้จนเกินจำเป็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในภาคเอกชน

จากคุณ : ZtahC – [ 2 ก.พ. 50 15:38:18 ]

ความคิดเห็นที่ 66

ทุกวันนี้ทำงานที่โรงพยาบาลรัฐ แห่งนึง ยังไม่รู้สึกเลยว่าคนไข้ได้อะไรต่างจากเดิม
ยาก็แบบเดิม หมอก็ตรวจแบบเดิม เภสัชกรก็จ่ายยาเหมือนเดิม ยาที่ให้คนไข้ก็เหมือนเดิม

คือไม่ได้ให้ความรู้สึกเลยว่า ไอ้30บาทของรัฐบาลก่อน กับตอนนี้ที่ไม่เสีย 30บาท ต่างกัน
เพราะคนไข้ก็มาหาหมอเหมือนเดิม เท่าๆเดิม แต่ที่ต่างคือยุ่งยากน้อยลง
คือคนไข้ไม่ต้องไปรอคิวเสีย30บาท เจ้าหน้าที่ก็ไม่ต้องมานั่งเช็คว่าใครจ่ายหรือไม่จ่าย30บาท
แล้วโรงบาลก็ไม่ต้องเสียเวลาให้เจ้าหน้าที่มาทำบัญชีอะไรหลายๆเล่มด้วยอะ

ส่วนไอ้เรื่องสิทธิบัตรยาอะ มันน่าจริงๆแหละ ทุกวันนี้บริษัทยาต่างชาติมีลูกเล่นใหม่
พอยาตัวไหนที่ใกล้จะหมดสิทธิบัตรยา หรือที่มันควรจะหมดไปแล้วแต่ยื้อๆอยู่
เริ่มไมได้ผล หันมาเล่นแบบนี้แทน คือเอายาสองตัวมารวมกันแล้วจดชื่อใหม่
เกิดสิทธิบัตรใหม่ก็จะกอปปี้ไมได้อีก เข้าวงโคจรเดิม คนไข้ใช้ยาแพง โดยใช่เหตุ
คนไข้ก็ไม่รู้เรื่องอะไรก็คิดว่ายาใหม่ๆ จริงๆคือเหล้าเก่าในขวดใหม่

ตัวอย่างเลยตอนนี้
Ultracet มันคือยา Tramal+paracetamol
Caduet มันคือ Lipitor+Norvasc

Ultracet เนี่ยราคาเม็ดหลาย10บาทมากๆ ในขณะที่ Tramal+paracetamol
สองเม็ดรวมกันไม่ถึง10บาท ทั้งๆที่คิดเป็นของนอกด้วยนะ
แล้วถ้าคิดเป็นยาในบ้านเรานี่ แค่2บาท ได้ผลเหมือนกัน แล้วทำไมต้องจ่าย หลาย10บาท

แล้วCaduet ไม่ต้องพูดถึง แพงเข้าไปอีก

ไม่รู้ทำกระทู้กลายพันไหมนะ ถ้ากลายขออภัย

จากคุณ : ความรักทำให้โลกอ่อนหวาน

ความคิดเห็นที่ 88

ขออนุญาตเจ้าของกระทู้ที่นอกเรื่องนะครับ ความจริงมันก็กลายพันธ์มาตั้งแต่ความเห็นที่ 3 แล้ว

เอาเป็นว่าผมเป็นเภสัชกรของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่เป็นโรงพยาบาลนำร่องของโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคเลยก็ว่าได้ และเนื่องจากผมเองก็ดูแลเรื่องระบบสารสนเทศของโรงพยาบาลอยู่ด้วย ทำให้ผมเองรู้เรื่องเกี่ยวกับ 30 บาทรักษาทุกโรคพอสมควร

30 บาทรักษาทุกโรค เป็นนโยบายของพรรคไทยรักไทยจริงครับ แต่ต้นคิดจริงๆแทบจะบอกได้ว่ามาจากรัฐบาลก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ เนื่องจาก ตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ได้ผ่านมาก่อนรัฐบาลทักษิณเข้ามาบริหารประเทศด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากพรบ.ดังกล่าวระบุไว้กว้างๆว่าต้องทำอย่างไรก็ได้ให้ประชาชนไทยสามารถมีหลักประกันสุขภาพได้ ซึ่งรัฐบาลชวนก่อนหน้านั้นก็คิดๆเป็นบัตรประกันสุขภาพ 500 บาทสำหรับคนมีเงินหรือคนจนก็ฟรี เรียกได้ว่าเป็นโปรโมชั่นแบบนึง รัฐบาลทักษิณเองก็คิดโปรโมชั่นอีกแบบออกมา โดยไปดูรูปแบบมาจากโรงพยาบาลบ้านแพ้วครับ ซึ่งก็นับเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถเข้ากับ พรบ. ที่ว่าได้ แต่ในช่วงแรกๆที่ดำเนินการ ก็มีข้อโต้แย้งจากคนรายได้น้อย ผู้สูงอายุ เด็ก อสม. ว่าแบบเก่าดีกว่าเพราะพวกเค้าเคยฟรี จะมาให้จ่าย 30 บาทหรือ ปรากฏว่ารัฐบาลทักษินก็ปรับโปรโมชั่น ให้คนรายได้น้อย ผู้สูงอายุ เด็ก อสม. รักษาฟรีโดยไม่เก็บ 30 บาท

ดังนั้นการบอกว่า 30 บาทรักษาทุกโรค มาเพราะรัฐบาลทักษิณน่ะ ถูกต้องแน่นอน
แต่การที่ประชาชนทุกคนมีหลักประกันสุขภาพ ไม่ว่ารัฐบาลอะไรก็ตามที่เข้ามาในช่วงนั้น ก็มีหน้าที่ทำให้ประชาชนทุกคนมีหลักประกันสุขภาพ อยู่แล้วครับ
แต่ไทยรักไทย สามารถใช้คำนิยมของโปรโมชั่นได้เด็ดกว่าพรรคอื่นๆ และการประชาสัมพันธ์ก็ทำได้ดีกว่า เลียนตามหลักธุรกิจเลยครับ เพื่อเอาชนะคู่แข่ง

ขอจบภาคแรกแค่นี้ก่อน…

จากคุณ : Wizard. – [ 2 ก.พ. 50 19:11:40 ]

ความคิดเห็นที่ 90

ต่อ…

เรื่องงบประมาณ เนื่องจากระบบดังกล่าวเป็นระบบเหมาจ่าย คล้ายกับระบบของประกันสังคมที่จ่ายเงินให้โรงพยาบาลตามรายหัว แต่ข้อดีของบัตรทองที่ว่าคือ การไม่ต้องจ่ายเงินสมทบ รัฐจ่ายเพียวๆ แต่ประกันสังคม คนไข้จ่ายส่วนนึง นายจ้างจ่ายส่วนนึง และรัฐก็จ่ายอีกส่วนนึง ดังนั้นพวกที่ใช้ประกันสังคมก็ควรจะรู้ไว้ด้วย ไม่ใช่ด่ากันปาวๆว่าทีบัตรทองรัฐจ่ายให้หมดแต่ประกันสังคมทำไมชั้นต้องจ่ายด้วย ความจริงคือรัฐก็จ่ายให้คุณครับ ไม่ใช่รัฐทอดทิ้งคุณนะครับ แต่จ่ายให้เหมือนกัน แต่คนละแบบ
การเหมาจ่ายคือการโยนเงินให้โรงพยาบาลก้อนหนึ่ง ตามจำนวนประชากร โดยให้คุณรับผิดชอบต่อประชาชนที่มาขึ้นทะเบียน โดยไม่สนใจว่าคนที่มาขึ้นทะเบียนจะป่วยหรือไม่ในปีนั้นๆ โรงพยาบาลอาจจะเอาเงินคนที่ไม่ป่วยมาช่วยจ่ายในคนที่ป่วยมากๆเกินที่เงินรายหัวจะให้มา เหมือนประกันชีวิต จะรับผิดชอบกับคนที่จ่ายเงิน ไม่ว่าคุณจะตายหรือไม่ตาย ป่วยหรือไม่ปวย แต่จะเอาเงินคนไม่ตายมาจ่ายให้คนตาย เอาเงินคนไม่ป่วยมาจ่ายให้คนป่วย และเงินที่จ่ายมานั้นเข้าโรงพยาบาลครับ ไม่ได้ไปอยู่ในกระเป๋าผู้บริหาร หมอ เภสัช พยาบาล
แต่เงินส่วนดังกล่าวที่บอกว่าเป็นรายหัวไม่ได้เข้าโรงพยาบาลเต็มที่ 100% นะครับ บางส่วนหักไว้เป็นงบบริหารจัดการที่ สำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. อันโด่งดัง ผู้บริหารกินเงินเดือนเท่าไหร่ไปหาได้ในข่าว ทำอะไรก็งบเพียบจนที่โรงพยาบาลอิจฉา (นอกเรื่องไป โทษที…) บางส่วนเป็นงบส่งเสริม เขียนโครงการ ทำตามตัวชี้วัดมาเงินไป ไม่มีโครงการเงินก็ไม่ออก กลับเข้าไปที่ส่วนกลางดังเดิม เงินบางส่วนก็เป็นงบบริหารจัดการของโรงพยาบาลที่จะต้องจัดการกับระบบเรียกเก็บเงิน การส่งต่อ เงินบางส่วนก็เป็นค่ายา บางส่วนก็เป็นค่ารักษามูลค่าสูงที่ต้องส่งข้อมูลไปเงินถึงจะมา และมีเงินส่วนต่างๆอีกเยอะแยะไปหมด จนเขียนโปรแกรม query เอา report เพื่อเอาไปเรียกเก็บแทบจะไม่ทัน ดังนั้นเรื่องเงินเข้ากระเป๋าใคร คงไม่มีทางครับ เพราะเอาไปทำอะไรมันก็ต้องมีหลักฐาน

ขอจบภาค 2 แค่นี้ก่อน…

จากคุณ : Wizard. – [ 2 ก.พ. 50 19:29:34 ]

ความคิดเห็นที่ 92

ต่อ…

จาก #45
แล้วคุณจะรู้ว่านรกมีจริงจากเดิมมีเสียงเย้ยหยันจากฝ่ายค้านดังตลอดมา เมื่อรัฐบาลพรรคไทยรักไทยประกาศนโยบายตั้งแต่สมัยแรก โดยนโยบายที่ถูกโจมตีมากที่สุดนโยบายหนึ่งก็คือ “โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค” ซึ่งเจ้าของความคิดนี้คือ หมอสุรพงษ์ สืบวงค์ลี

ตลอดมาได้รับการต่อต้านโดยข้าราชการประจำและนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามว่า “เป็นไปไม่ได้…มีปัญหา…หมอไม่พอ…งานหมอเยอะ” ฯลฯ
ทำให้นโยบาย ประสบความยุ่งยากพอสมควร ก่อนจะเข้ารูปเข้ารอยของรัฐบาลไทยรักไทยในสมัยแรกไม่นานและทำให้ประชาชนที่เคยพร่ำบ่นเป็นความทุกหนักหนามาชั่วชีวิตว่า “ไม่มีเงินรักษา” หายไปจากประเทศที่เคยจนๆ ประเทศนี้ ประโยคที่ว่า “ผมทำไป..เพราะต้องการเงินไปรักษา..แม่” “หนูไม่มีเงิน..รักษาพ่อ” “ลูกฉันป่วย…ไม่มีเงินรักษา” เป็นประโยคที่สูญพันธุ์ไปจากประเทศที่เคยเป็นลูกหนี้ไอเอ็มเอฟ แสนยากจนประเทศนี้

=================
เป็นนโยบายที่หมอสุรพงษ์ สืบวงค์ลี เสนอพรรคไทยรักไทยเพื่อใช้เป็นโปรโมชั่นหาเสียงครับ ผมบอกมาใน
ความคิดเห็นที่ 88 แล้วว่า การที่ประชาชนทุกคนมีหลักประกันสุขภาพ ไม่ว่ารัฐบาลอะไรก็ตามที่เข้ามาในช่วงนั้น ก็มีหน้าที่ทำให้ประชาชนทุกคนมีหลักประกันสุขภาพ อยู่แล้วครับ และปัญหาบุคลากรทางการแพทย์ขาดแคลน ก็เป็นปัญหาจริงๆของประเทศ ไม่ใช่แค่หมอหรอกครับ แทบจะทุกวิชาชีพก็ว่าได้ และยิ่งตอนนั้น การใช้ทุนของบุคลากรทางการแพทย์ก็ถูกยุติลงเนื่องจาก IMF ด้วย
=================

ดำเนินนโยบายนี้มาท่ามกลางเสียวิจารณ์อย่างหนักหน่วงว่านี่คือการ “ประชานิยม” หารู้ไม่ว่าระบบประชานิยมที่เอาประชาชนมาก่อนคือหัวใจของ
“ประชาธิปไตย” และแล้วก็มีถึงจุดจบของประชาธิปไตย
มีการปฏิวัติเมื่อวันที่ 19กันยายน 2549
ประชาธิปไตยจากเราไปอย่างไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเมื่อไหร่
หลังจากนั้น ระบอบเผด็จการจึงเริ่มทำงานของมันโดย ขยี้
“นโยบายประชานิยม” เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของ “ประชาธิปไตย”
=======================
ประชานิยมไม่เท่ากับประชาชนมาก่อนซึ่งเป็นหัวใจของประชาธิปไตยแน่นอนครับ ประชาธิปไตยจะมีเรื่องสิทธิ์ หน้าที่ และความรับผิดชอบ
การเอาใจประชาชน ต้องไม่ลืมหูลืมตา ขนาดนั้น

และผมเองก็คิดว่ารัฐบาลนี้เอาประชาชนมาก่อนบริษัทยาข้ามชาติ ซึ่งถ้าผมคิดนะ ถ้ารัฐบาลนายทุนยังอยู่ เรื่องการบังคับใช้สิทธิ์ไม่มีทางเกิดแน่นอน และถ้าจะมี บริษัทยาเข้าหานักการเมือง เสนอผลประโยชน์ให้ไม่คนกี่คน และก็เรื่องก็จบไป ประชาชนก็ใช้ยาแพง โดนต่างชาติเอาเปรียบต่อไป
=======================

การทำลายประชาธิปไตยต้องขยี้สิ่งเหล่านี้ไปพร้อมๆกัน
หนึ่งในนั้นคือ “โครงการ สามสิบบาทรักษาทุกโรค”
โดยแกล้งหลอกชาวบ้านให้ตายใจด้วยเทคนิคง่ายๆคือ
“รักษาฟรี….!!!! ไม่ต้องเสียสามสิบบาท”นโยบายใหม่รัฐบาล(เถื่อน) “รักษาฟรี….!!!! ไม่ต้องเสียสามสิบบาท”
==========================
ถามว่าถ้าชาวบ้านไม่ต้องจ่าย 30 บาท แล้วจะเรียก 30 บาทไปอีกทำไม ??? และที่จริง 30 บาทก็เป็นโปรโมชั่นอยู่แล้ว ชื่อเท่ห่ๆ จริงๆมันต้องเรียกหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่รัฐบาลก็หาชื่อให้โก้ๆติดหูชาวบ้านเอง ก็เท่านั้น
==========================

ไม่ต้องแปลกใจที่ไม่ได้เห็นหมอทั้งหลายคัดค้านเรื่อง”รักษาฟรี” ทั้งที่ตอน “30 บาทรักษาทุกโรค” ด่ากันปาวๆ
=========================
ความจริงผมก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้ยกเลิกการเก็บ 30 บาทนะ เพราะผมคิดว่าถ้าเก็บอย่างน้อยเงินก็ยังเข้าโรงพยาบาลบ้าง แม้ว่ามันจะไม่คุ้มกับค่ายา ค่าอื่นๆก็ตาม แต่เงินเข้ามาก็ดีกว่าไม่มีเลย
การไม่เก็บตอนนี้การเงินโรงพยาบาลยิ้มร่า งานชั้นลดลง ก็เท่านั้นเอง ส่วนห้องยาก็ไม่ต้องเรียกดูใบเสร็จ แต่ก็ยังมีต้องตอบคำถามคนไข้ว่าเค้าไม่ต้องเสียแล้ว 30 บาท คิดดูแล้วกันว่ารัฐบาลนี้ โฆษณาอ่อนขนาดไหน ตอนไทยรักไทย โหมโฆษณา จนคนไข้รู้หมดเรื่องเสียแค่ 30 แต่รัฐบาลใหม่แค่แจ้งออกข่าว ชาวบ้านยังไม่ค่อยรู้หรอกว่าตอนนี้ไม่ต้องเสีย 30 บาทแล้ว
และที่ประท้วงช่วงแรกๆก็ด้วยเหตุผลดังกล่าว มีเงินเข้าดีกว่าไม่มี และการไม่เก็บเงิน ทำให้คนไข้ไม่เห็นความสำคัญของยา ไม่เห็นความสำคัญในการรักษาสุขภาพ เจ็บป่วยก็รักษาฟรี หรือเป็นน้อยก็ไม่มาโรงพยาบาล เป็นมากก่อนค่อยมา มาทีก็หนักมาเลย แทนที่จะใช้ยาธรรมดาๆต้องใช้ยาแรงๆแพงๆแทน
=========================

ขอจบภาค 3 แค่นี้ก่อน…
ต้องหลายภาคเพราะ net ไม่ค่อย work ยังไงไม่รู้ หลุดๆดีๆ ดีไม่ดีมันหลุดยาว

จากคุณ : Wizard. – [ 2 ก.พ. 50 19:57:28 ]

ความคิดเห็นที่ 93

ต่อ…

นั่นก็เพราะว่ารัฐบาลเผด็จการจะเพิ่มงบประมาณรายหัวเป็น 2,089
บาท จากเดิม 1,659 บาท ดังนั้นหมอก็จะเอา 500
บาทที่ได้จากงบประมาณไปใช้กับชาวบ้านที่มารักษา
ส่วนที่เหลืออีกกว่า 1,500 บาท ก็จะเข้ากระเป๋า
โดยทำหลักฐานได้ง่ายๆว่า “มีคนมาใช้บริการ
เท่านั้นเท่านี้ !!” ทั้งที่ไม่มีตัวตน
เพราะเป็นการ”ลงบัญชีเปล่าๆ” ไม่ต้องมีหลักฐานใดๆเพิ่มเติม
โดยจากเดิมโครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรคของรัฐบาลประชาธิปไตย กำหนดว่า “ต้องหนีบเงิน 30 บาท พร้อมบัญชีไว้เป็นหลักฐาน” อย่างแต่ก่อน แต่หนนี้ส่งเพียงแค่ชื่อลอยๆ โดยเงินสองพันบาทนี้เป็นการสมประโยชน์ร่วมระหว่างคนในกระทรวงสารธารณสุขและคณะปฏิวัตินี้
เศษเงินที่เหลืออีก 500 บาท ไว้ให้คนเข้ารับการรักษาคนไข้แบบขอไปที

คราวนี้แหละเราจะได้เห็น “รักษาฟรี ตายฟรี”ยิ่งไปกว่านั้น
การเพิ่มงบประมาณรายหัว 2,089 บาท จากเดิม 1,659 บาท มีส่วนต่างอยู่ 430 บาท ต่อหัวประชากรที่เข้ารับการักษา ทีนี้หาก ชาวบ้านเข้ารับการรักษา 3 ครั้ง ต่อปี ชาวบ้านจะเสีย 90 บาท + 1659 บาท = 1749 บาท เอา 2089 บาท ตั้ง ลบด้วย จ่ายจริง 1749 บาท จะได้เงินคงเหลือ เท่ากับ 340 บาท ดังนั้น ถ้ามีคนไข้ประมาณ
30,000,000 คน x 340 บาท = 10,200,000,000 บาท
นี่คือเงินที่จะได้เพิ่มคือ “หนึ่งหมื่นสองร้อยล้านบาท”
นี่คือจำนวนเงินที่รัฐบาลเผด็จการนี้จะได้เสพสม….!!!!
หนึ่งหมืนกว่าล้านกับการปฏิวัติหนเดียวกับโครงการเดียวเพียวๆ คราวนี้ตกลงใช้เงินมากกว่าเดิมหรือน้อยกว่าเดิม
ตอบง่ายๆคือใช้เงินมากกว่าเดิมแต่เงินลงไปถึงชาวบ้านแทบไม่เหลืออะไรยิ่งไปกว่านั้น นรกที่จะตามมาถึงตัวท่านก็คือ โครงการ 30 บาท ที่รัฐบาลปฏิวัติกำหนดให้ยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียม จำนวน 30 บาท มาเป็น”ฟรี” แท้จริงแล้ว ได้เปลี่ยนเป็นการเก็บเงินแบบ “ประกันสังคมแทน”

===========================
ผมบอกแล้วว่าเงินต่อหัวแยกเป็นส่วนๆและมีหลักฐานชัดเจน การที่ผู้ป่วยมาโรงพยาบาลต้องมีหลักฐานการส่งตรวจ การตรวจ การสั่งยา x-ray lab สารพัด ซึ่งถ้าจะมา make ข้อมูล มันจะเกี่ยวโยงกับข้อมูลหลายส่วน

แล้ว 1500 เข้ากระเป๋าน่ะ มันเข้ากระเป๋าใครได้ยังไงเนี่ย มีหลักฐานอะไรรึเปล่าล่ะครับ คือถ้ามีก็สามารถร้องเรียนได้นะครับ

30 บาท เค้าไม่หนีบไว้ในใบเสร็จหรอกครับ เค้าเอาเข้าธนาคาร ไปหมุนต่อ แล้วการส่งชื่อลอยๆก็เปล่าประโยชน์เพราะเงินมันเหมาจ่ายมา คนไข้ 10000 หัว มาโรงพยาบาลกี่ครั้ง ก็ได้ตามก็ได้เงินมา 10000 หัวนี่แหละ จะไป make อะไรอีกยังไง make มา คนนึงมา 1000 ครั้ง ก็ได้เงินแค่คนนี้คนเดียว อ่านแล้วโคตรจะงงเลย
แล้วทหารจะไปเอาเงินโรงพยาบาลได้ยังไงครับ งง ตอนนี้ทหารมีแต่จะเสียเงินให้โรงพยาบาลมากกว่าครับ 555
===========================

ขอจบภาค 4 แค่นี้ก่อน… เหนื่อยแฮะ พักก่อนท่าจะดี

จากคุณ : Wizard. – [ 2 ก.พ. 50 20:09:57 ]

ความคิดเห็นที่ 96

ต่อ… ใกล้จบการตอบ #45 แล้ว เย้ๆๆ

โดยรัฐบาลเผด็จการประกาศแล้วว่า “ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดประชานิยม และแนวคิดที่จะต่อยอดประชานิยมจนสุดกู่โดยไม่มีการร่วมจ่าย”
โดยจะบังคับประชาชน ให้ตั้งกองทุน “ประกันสุขภาพตนเอง”
เก็บเงินจากประชาชนที่มีความสามารถจ่ายได้ โดยใช้ข้าราชการประจำมาคัดกรองว่า
“ใครต้องจ่ายเงิน และ ใครไม่ต้องจ่าย”
โดยมุ่งกระจายเงินกระจายอำนาจในสถานพยาบาลให้มากที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ครองอำนาจ สรุปได้ว่า หากท่านต้องการจะมีบัตรรักษาฟรี ประกันสุขภาพฟรี ท่านต้องไปกราบเท้า ขอร้อง วิงวอน ท่านข้าราชการผู้ประเมินตัวท่านและครอบครัวว่าท่านมีความเหมาะสมพอหรือไม่ที่จะได้รับการรักษาฟรี หรือต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเอง

คราวนี้คนที่ได้รับการคัดเลือกได้รับบัตรรักษาฟรีก็จะเป็นคนที่มีเส้นมีสายกับข้าราชการหรือรัฐบาลปฏิวัตินี้เท่านั้น

ตาสี ตาสา ยายมี ยายมา ไอ้จ้อน ไอ้แดง อย่าหวังจะได้มีบัตรนี้ เพราะอะไร ก็เพราะเรา”ไม่มีเส้น” และหากท่านตอบว่า “อยากได้”
โดยเอาเงิน”ยัดใต้โต๊ะข้าราชการผู้ประเมินเหล่านี้” แล้ว
ได้บัตรฟรีมาแล้ว อย่าดีใจไป เพราะหากมีการเจ็บป่วยหนักที่ต้องผ่าตัดจะตายประงาบๆ รัฐบาลปฏิวัติกำหนดว่า
“ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการข้าราชการก่อน” ว่า “มีความสมควรได้รับการรักษาเพียงใด ?” นั่นคือ หากไม่มีเส้นสาย “ก็ตาย” อย่างเดิม
==========================
ผมบอกแล้วว่าประชาธิปไตย มีสิทธิ์ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ข้อมูลที่ว่ามาผมยังไม่เคยได้ยิน แต่ผมว่า มันก็เหมือนระบบร่วมจ่ายในคนที่พอจะมีเงิน ผมเห็นด้วยกับแนวคิดนี้นะ มันก็เหมือนการที่คนคนนึง ไม่พอใจ 30 บาทและทำประกันสุขภาพเหมือนที่ทำกับบริษัทประกันทั่วไป ชั้นต้องการยาและการรักษาที่ดี ชั้นยอมจ่ายเงินเพิ่ม จริงๆไม๊ครับ…
แต่คนที่ไม่ค่อยมีเงิน ก็ใช้ประกันสุขภาพถ้วนหน้าต่อไป หรือตามสิทธิ์ที่ผู้นั้นพึงมี เช่นประกันสังคม หรือเบิกได้ก็ตามแต่
แต่การระบุว่าใครจน ใ:-) ใครที่รัฐต้องสงเคราะห์ ทำได้ยากตั้งแต่สมัยก่อนแล้วครับ แต่ก็อย่างที่บอก ถ้าใครที่คิดว่าชั้นพอจะมีเงิน ชั้นต้องการการรักษาที่ดีกว่า ทำประกันสุขภาพเอง ตามใจ… คนที่ไม่ทำประกันสุขภาพเอง จะใช้ 30 บาท ระบบที่เช็คดีๆว่าใครควรสงเคราะห์ ใครไม่ต้อง การให้ใครคนหนึ่งมาตัดสิน เป็นการยากและไม่เป็นธรรม ผมเชื่อว่าตอนนี้รัฐมีระบบการตรวจสอบเงินได้ที่ดีกว่าอยู่แล้วจากข้อมูลภาษีเงินได้ของกรมสรรมภากรครับ ดังนั้นการให้ใครมาชี้บ่งว่าคนนี้จ่าย/ไม่จ่ายแบบที่ให้ใครคนใดคนหนึ่งมาตัดสิน เป็นเรื่องที่อาจจะมีได้ แต่ก็ต้องเทียบกับข้อมูลภาษีเงินได้ครับ

และถ้าใครที่กีดกันการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของประชาชน ผู้นั้นก็ถือว่าทำผิดกฏหมายครับ
==========================

ส่วนรายละเอียดอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติ ขออนุญาตไม่ตอบครับ เพราะผมสนใจเรื่องเกี่ยวกับการเมืองที่เกี่ยวกับนโยบายสุขภาพเท่านั้น

ขอจบการแสดงความคิดเห็นเท่านี้ก่อน แล้วว่างๆจะมาแสดงความคิดเห็นต่อครับ

จากคุณ : Wizard. – [ 2 ก.พ. 50 20:25:28 ]

ความคิดเห็นที่ 119

ขอไม่ออกความเห็นเกี่ยวกับประเด็นที่ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องสาธารณสุขนะ
เราเองทำงานในรพ.รัฐบาลมาหลายปีแล้ว และยังไม่ได้คิดจะลาออกไปอยู่เอกชน จำนวนคนไข้ที่ตรวจแต่ละวันอาจจะมากกว่าจำนวนคนที่คุยกับคุณทั้งเดือนเลยก็ได้

โปรดรับรู้ไว้ด้วยนะว่า ไม่ว่าคนไข้จะมารักษาด้วยสิทธิ์ไหน หมอก็รักษาเต็มที่อยู่แล้ว และมันก็ไม่ได้ทำให้เงินเราเพิ่มขึ้นหรือน้อยลง
แต่ตรงนี้คงต้องยอมรับความเป็นจริงอย่างนึงคือ การใช้สิทธิ์ประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะได้รับการรักษาตาม “มาตรฐาน” แต่ไม่ใช่ “เหนือกว่ามาตรฐาน”
ฉะนั้นก็ต้องยอมรับความจริงที่ว่าบางครั้งยาที่ได้อาจต่างกันบ้าง แต่ไม่ได้ “ด้อยกว่ามาตรฐาน” แน่นอน

และส่วนเรื่องเงินค่าหัวที่ดูเหมือนจะมากมายมหาศาล ที่จริงแล้วถูกหักไปตั้งไม่รู้เท่าไหร่ ให้สปสช. เป็นค่าดำเนินการ อะไรต่อมิอะไร เมื่อก่อนเหลือเข้ารพ.ไม่ถึงพันด้วยซ้ำ
ที่สำคัญ ขอย้ำอีกทีว่าไม่ได้มีเงินตรงไหนมาเข้ากระเป๋าแพทย์เลย เงินที่ได้ก็คือเงินเดือนหมื่นนิดๆ กับค่าเวร เท่านั้น (ของเราไม่มีค่าหัตการด้วย)

อ้อ อีกอย่างที่หลายๆท่านได้บอกแล้วว่าคนส่วนใหญ่ที่มาอะนะ เค้าก็รักษาฟรีอยู่แล้วล่ะ (คือก่อนมี 30 บาทก็ไม่ต้องเสียอยู่แล้ว แล้วพอมี 30 บาท ก็มี ท อีก) ก็คือผู้สูงอายุ+เด็ก 0-12 ปี
และประชากรกลุ่มนี้ก็มักจะป่วยบ่อยเสียด้วย
ดังนั้น ไม่ว่าจะเก็บ 30 บาทหรือไม่เก็บมันก็ไม่ได้ต่างกันมากเท่าไหร่ในเรื่องภาระงาน (เพราะตอนนี้มันก็หนักอยู่แล้ว)ข้อดีก็คือการช่วยลดขั้นตอนลงไปได้ ส่วนรายรับจะลดลงไปเท่าไหร่เราไม่รู้เหมือนกันแต่ก็ไม่น่าจะมีผลกระทบมากเพราะอย่่างที่บอกคือคนไข้ส่วนใหญ่เค้าไม่ต้องจ่ายอยู่แล้วน่ะ

และคนที่ไม่มีเงินเค้าไม่มีจริงๆนะ เคยถามเหมือนกันว่าทำไมไม่มาตรวจตามนัด คนไข้บอกไม่มีเงินค่ารถ
บางทีเงิน 100-200 มันก็ดูไม่ได้มากมายอะไรสำหรับเรา แต่สำหรับคนบางคนมันสำคัญสำหรับชีวิตเค้ามากเลยนะ
คือสรุปว่าไม่ว่ายังไงก็ยังมีอยู่ดีแหละที่คนไข้บอกว่า “ไม่มีเงินรักษา”

ตราบใดที่เรายังไม่แก้ที่ “ต้นเหตุ” ซึ่งเราเชื่อว่าคือ “การศึกษา”
เพื่อที่จะพัฒนาตนเอง ครอบครัว และสังคมเล็กๆรอบๆตัว ส่งผลให้ประเทศพัฒนาได้ ไม่ใช่แค่รอเงินที่ใครบางคนโกงมาแจกไปวันๆ

ต้องขออภัยไว้ล่วงหน้าถ้ามีประโยคไหนที่แรงเกินไปนะ

แก้ไขเมื่อ 03 ก.พ. 50 00:44:54

จากคุณ : tachycardia – [ 3 ก.พ. 50 00:31:26 ]

ความคิดเห็นที่ 138

ว่าจะไม่เขียนอีกแล้ว แต่เมื่ออ่านมาเรื่อยๆ ผมประเด็นที่สำคัญคือ 30 บาทรักษาทุกโรคนี่ คุณลูกหมอพยายามบอกว่า การจ่ายเงินต้องนับตามจำนวนหัวที่มารักษา คือถ้าคนเดียวมา 2 ครั้ง ก็นับเป็น 2 หัว มีการโชว์การคิดด้วย แต่คุณ wizard บอกว่าจ่ายตามจำนวนประชากรที่รับผิดชอบ ในเขตตัวเอง หากมีประชากรรับผิดชอบ 1000 คน มารักษา 2 คน โรงพยาบาลยังคงได้รับเงินสนับสนุน เท่ากับ 1000 คน ซึ่งที่ผมรู้มา คุณ wizard ถูกต้องครับ มันไม่เกี่ยวกับคนมารักษาว่าจะเป็นเท่าไหร่ โรงพยาบาลก็ได้เท่าเดิม คราวนี้คุณลูกหมอบอกว่าเป็นความฉลาดอย่างมากของนายกทักษิณ ใช้ระบบvat และ tax คือการลงชื่อจ่ายเงิน 30 บาทนั้นเป็นการยืนยันจำนวนคน
แสดงว่า คุณลูกหมอ ไม่เข้าใจการจ่ายเงินจริง ๆ อย่างที่บอกโรงพยาบาลได้เงินไม่เกี่ยวกับคนที่มารับบริการ เกี่ยวกับจำนวนประชากรที่อยู่ในเขตพื้นที่บริการ ดังนั้นการลงบัญชี หรือไม่ลงบัญชี หมอก็ไม่ได้เงินหรอก ผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็ไม่ได้เงิน คุณลูกหมอมองอย่างหมอบ้างสิครับ อย่ามองหมอเป็นนักธุรกิจ

จากคุณ : คนอ่าน (mintdec65)

ความคิดเห็นที่ 139

ยังเป็นเรื่องที่ดุเดือด แต่ก็ยังดีที่ผมว่าไม่กลายพันธ์ไปมากกว่านี้ คือก็ยังมีเรื่องสิทธิบัตรยาอยู่

#130 ครับ
เรื่องของสิทธิบัตร มีกฏหมายมานานแล้วครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา
ความจริงผมก็ไม่รู้หรอกเรื่องสิทธิบัตรทั่วๆไป เลยค้นใน google มาให้

http://web1.dara.ac.th/somchit/lessononline/paten.html

แต่สิทธิบัตรยาต่างกับสิทธิบัตรทั่วๆไปเพราะมันเกี่ยวข้องกับชีวิตคน ดังนั้นการละเมิดเพื่อช่วยชีวิตคนจึงจะต้องเป็นข้อยกเว้นได้ มันจึงไม่เหมือนกับสิทธิบัตรพวกสิ่งประดิษฐ์ทั่วๆไป

การละเมิดโดยถูกต้องทำได้หลายแบบครับ เท่าที่ผมทราบนะครับ เรื่องการบังคับใช้สิทธิ์ที่จะผลิตเองก็เป็นอย่างนึง และถ้าบริษัทไม่ยอมขายให้ เราก็สามารถบังคับซื้อจากต่างชาติที่บริษัทนั้นขายให้ก็เป็นอีกประเภทนึง (อันนี้ผมคุ้นๆนะ เพราะผมเคยสงสัยว่าถ้าบริษัทยามันไม่ขายยาให้เรา เราจะทำยังไง เหมือนอาจารย์จะบอกว่าเราสามารถขอซื้อจากต่างชาติได้โดยไม่ถือว่าเราผิด จนกว่าบริษัทจะยอมขายให้เรา)

ส่วนคำถามที่ #130 ถามในประเทศไทยและงานนี้ ไม่ทราบครับ แต่ผมอยากจะบอกว่าผมชื่นชมเค้ามากๆเลย และอีกส่วนนึงที่ขอชื่นชม ผมว่าคือเภสัชกร NGO ที่ติดตามเรื่องนี้ครับ ผมว่างานนี้เภสัชกร NGO ก็น่าจะเป็นคนให้ข้อมูลต่างๆเยอะล่ะครับ เพราะเรื่องสิทธิบัตรยา เภสัชน่าจะรู้ดีคนอื่นๆ

งานนี้ผมว่ากว่าเราจะเริ่มผลิตยาเอง ก็คงจะอีกนานพอควร ต้องดูกันยาวๆครับ แต่ผมก็หวังว่าเรื่องนี้คงไม่เป็นมวยล้มต้มคนดูนะครับ

เรารอดจาก FTA เรื่องยามารอบนึงแล้วจากการปฏิวัติ ทำให้สหรัฐไม่ยอมเจรยา FTA กับเรา ผมว่ามันเป็นข้อดีอันนึงแล้วล่ะที่เรารอดพ้น FTA เรื่องยามาได้ เพราะถ้า FTA มา เราล่มจมแน่ๆ

ส่วนเรื่อง PIC/S เนี่ย ต้องรอดูว่า องค์การเภสัชฯ จะทำตัวอย่างไร เพราะเค้าเป็นคนที่น่าจะโดนผลกระทบใหญ่สุด และสมาคมผู้ผลิตยาต่างๆของไทยก็น่าจะเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนเรื่องนี้อีกที เพราะเราจะกระทบมากๆ ไปทำ GMP ให้ดีๆก่อนจะดีกว่า ชาวบ้านและผู้ป่วยเค้าไม่สนหรอกครับว่าจะ PIC/S หรือไม่ เค้าขอแค่ยาถูก ยาดีพอประมาณ คุณภาพดี รักษาหาย พอแล้ว ไม่ต้องถึงขนาดว่าเอาไปขายแข่งเมืองนอกได้หรอกครับ เพราะเราคงสู้เมืองนอกยากครับ เศรษฐกิจพอเพียง มีใช้ในประเทศ พอแล้วครับตอนนี้ (พอก่อนเดี๋ยวจะกลายพันธ์ไปอีกเรื่อง)

จากคุณ : Wizard. – [ 3 ก.พ. 50 16:11:25 ]

คคห. นี้ไม่ได้เห็นว่าดี .. แต่เอามาประกอบเนื้อหาเฉยๆ

ความคิดเห็นที่ 151

ขออนุญาติ ตอบคุณ คนอ่าน (mintdec65) #138 ไหนก็ไหนๆ แล้ว …. จะเป็นไรไปได้ความรู้อีกด้าน การแพทย์เหมือนกัน

– ของฟรีมีที่ไหนในโลก โดยปกติ ชาวบ้าน ปีหนึ่งๆ เข้าโรงพยาบาลไม่บ่อยนัก เฉลี่ยแล้วปีละประมาณ 2-3 ครั้ง หมอมงคลบอกว่า “สำหรับในปีนี้จะขอเพิ่มงบประมาณรายหัว 2,089 บาท จากเดิม 1,659 บาท ” ลองคำนวนดูแล้ว มีส่วนต่างอยู่ 430 บาท ต่อหัวประชากรที่เข้ารับการักษา ที่นี้หาก ชาวบ้านเข้ารับการรักษา 3 ครั้ง ต่อปี ชาวบ้านจะเสีย 90 บาท + 1659 บาท = 1749 บาท เอา 2089 ตั้ง ลบด้วย จ่ายจริง 1749 คงเหลือจริง เท่ากับ 340 บาท

โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง สามร้อยสี่สิบบาทถ้วน ครับ … ส่วนเกินจะเอาไปใหนครับ คุณหมอ ?????? ถ้าคนไข้ทั่วประเทศมีประมาณ 40 ล้าน คน x 340 = 13,600 ล้านบาท หวานคอแร้งเขาล่ะครับ เริ่มหนาวหรือยังครับพี่น้อง …….เงินหมื่นกว่าล้านที่เกินมา ก็ต้องมารีดภาษีบากบาลท่านนั่นแหละ …..

ไอ้พวกนี้ ปากมันบอกว่า “รักษาฟรี” ให้ชาวบ้านดีใจ จริงๆแล้ว แพงกว่าเดิม เป็นหมื่นกว่าล้าน เริ่มวิงเวียนศรีษะแล้วใช่มั๊ยครับ?????

– ปวดใจยิ่งกว่านั้น เงินส่วนที่เกินมาจะต้องไปเพิ่มขึ้นในงบประมาณรายจ่ายของประเทศ …..ต้องกู้เขาครับ…… โปรดทราบ กู้ครับท่าน….!!! ไอ้ส่วนที่ขาดดุลที่เพิ่มข้นนั้น มันบวกส่วนเกินพิเศษของกระทรวงทบวงกรมต่างๆ…….. นี่ขนาด กระทรวงเดียวภายใต้ อดีตข้าราชการประจำ ผู้ผันมาเป็นเสนาบดีนะครับ ถ้าทุกกระทรวงจะขนาดใหน ?????

หากเป็นแบบนี้ เราจะยืนตายซากกัน พวกนี้มันมีแค่ทำลาย ไม่เคยสร้าง แต่ถลุงใช้เงินเก่ง แล้วทิ้งขี้ให้เราตามเช็ด….!!!!

– นักการเมืองจะคอรับชั่นไม่ได้ ถ้าข้าราชการระจำไม่ให้ความร่วมมือ เป็นผู้ทำเอกสารให้ ตามระเบียบของทางราชการ (มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว) แต่ที่มันคอรับชั่นกันได้เพราะข้าราชการประจำเป็นผู้ชงเรื่อง ให้รัฐมนตรี แล้วกินด้วยกัน หากวันใหนทะเลาะกันคนก็จะรู้ว่าใครเลว….!!!!

เขาเอานักการเมืองไว้คานอำนาจข้าราชการประจำ ต่างคนต่างคานกันเพื่อประโยชน์ของ ประชาชน เดี๋ยวนี้ทหารไล่นักการเมืองออกไปแล้ว ….ข้าราชการประจำระดับบิ๊กๆ ก็กินกันสนั่นเมืองซิครับ ?????? เอานักชง เรื่องมาเป็นผู้อนุมัติแทนรัฐมนตรี พ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย เตรียมตัว รับไม้ไอติม กินแกลบ ได้เลย ผมเอาหัวเป็นประกัน

จากคุณ : ลูกหมอ – [ 3 ก.พ. 50 22:41:22 A:61.90.250.17 X: TicketID:135661 ]

ความคิดเห็นที่ 153

คุณ ลูกหมอ ครับ

ยา 2 ตัวที่รัฐขอใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ์ ไม่ได้เป็นยาที่ต้องใช้พร่ำเพรื่อได้ครับ แต่เป็นยาที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ

เออ ถ้าจะใช้พวกยาแก้ปวดไม่กัดกระเพาะ ยาแก้แพ้ไม่ง่วง พวกนี้ต่างหากถ้ารัฐใช้มาตรการ ถึงเรียกว่า หักคอบริษัทยาจริงๆครับ

หมอบางคนก็สั่งยาเกินจำเป็น แต่หมอบางคนก็ไม่ได้สั่งยาเกินจำเป็นครับ ดังนั้นการโทษหมอซะหมดก็ไม่ถูก

มาตรการบังคับนี้ ส่งผลถึงอุตสาหกรรมยาแน่ๆ แต่ถ้าบอกว่าเกี่ยวกับการลงทุนด้านอื่นๆ ผมว่านโยบายของรมต.คลัง จะมีผลกว่านโยบายนี้ครับ (นอกเรื่องไปที่ไม่ใช่นโยบายสุขภาพอีกแล้ว)

และการฟ้องร้องเรื่องนี้ ผมก็บอกไปแล้วว่า กฏหมายมันเปิดช่องให้ทำ ถ้าเค้าจะฟ้อง ก็คงฟ้องได้ แต่ชนะหรือเปล่าอีกเรื่องนึง มันก็ต้องดูว่าเรื่องที่เค้าเอามาฟ้อง มันมีช่องตรงไหนให้ฟ้องได้ เรื่องนี้พวกบริษัทข้ามชาติเก่งอยู่แล้วครับ ต้องรอดูต่อไป

การออกนโยบาย การลงทุน มันก็ต้องมีใครได้ ใครเสียแน่นอน จะให้คนป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยาเสีย หรือบริษัทยาเสีย มันก็ต้องพิจารณาครับ

เป็นประชานิยมรึเปล่า เป็น เพราะคนหลายคนคงชอบแน่ นโยบายนี้ แต่คนหลายคนก็คงไม่รู้หรอกว่านโยบายนี้ดีอย่างไร ชาวบ้านนอกๆ ก็ยังรอตังส์จากนักการเมือง รอเลือกตั้ง ที่จะได้เงิน เค้าไม่สนหรอกว่ายาเอดส์จะแพงแค่ไหน ยาหัวใจแพงแค่ไหน รัฐให้รักษาฟรี ยาได้ไปก็กินบ้าง ไม่กินบ้าง ยาเหลือก็ทิ้งไปบ้าง แต่คนสาธารณสุขรู้ รัฐบาลรู้ครับ

เงินที่ใช้ๆอยู่ที่ไม่พอ คิดว่าเพราะค่าใช้จ่ายด้านไหนล่ะครับ ค่ายาเป็นหลัก ยาแพง จนรัฐจ่ายไม่ค่อยจะไหว ยา 2 ตัวที่ขอใช้มาตรการบังคับ ก็เป็นยาที่แพง ผมว่าเหตุผลนี้ก็สมเหตุสมผลดีนะ (ผมคิดว่านะ)

เรื่องงบรายหัวที่เพิ่ม ไม่ใช่อยากจะเพิ่มเท่าไหร่ก็เพิ่มได้ครับ เค้ามีการสำรวจ และวิจัยมาแล้ว โดย สวส. ว่าต่อหัวควรจะเป็นเท่าไหร่ สวส. บอกว่าต้องการเยอะกว่านี้ด้วยซ้ำ แต่เค้าตัดออก ให้มาเท่านี้

จากคุณ : Wizard. – [ 3 ก.พ. 50 23:19:39 ]

ยังอ่านไม่จบ .. พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: